วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

จงเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า (2) อพยพ 20:18-21, ปญจ 12:13-14

โครงเรื่องคำเทศนา            โดย ศจ.เอนกชัย   พรมสวัสดิ์
หัวเรื่อง                                 จงเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า (ต่อ)
พระธรรม                              อพยพ 20:18-21, ปญจ  12:13-14
คำนำ      คนไทยใส่เสื้อเรารักนัยหลวง แต่กระกระทำกลับสร้างความหนักใจให้พระองค์ท่าน คริสเตียนใส่
เสื้อ ติดสัญลักษณ์เกี่ยวกับพระเยซูมากมาย แล้วการดำเนินชีวิตได้ยำเกรงพระเจ้าอย่างไร
3.              จะดำเนินชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้าอย่างไร
3.1.             โดยนมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียว (บัญญัติข้อ 1-4) ฉธบ 10:20,สดุดี 135:20
3.2.         โดยรักเคารพให้เกียรติพ่อแม่ (บัญญัติข้อที่ 5)
3.3.         โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น (บัญญัติข้อที่ 6-10)
3.4.         โดยไม่แช่งคนหูหนวก   หรือวางของให้คนตาบอดสะดุด  เลวีนิติ 19:14
3.5.         โดยการให้ความเคารพผู้อาวุโส  เลวีนิติ 19:32
3.6.         โดยไม่โกงผู้อื่น เลวีนิติ 25:17
3.7.         โดยไม่ข่มขี่เขาให้ลำบาก    เลวีนิติ 25:43
3.8.         โดย รักษากฎเกณฑ์และพระบัญญัติของพระองค์ทั้งสิ้น  เฉลยธรรมบัญญัติ 6:2 ฉธบ 6ซ:4, 13:4
3.9.         โดยปรนนิบัติพระองค์ด้วยใจซื่อสัตย์สุจริต   และด้วยสิ้นสุดใจของท่าน  1 ซามูเอล 12:24
3.10.  โดยไม่ใช้อำนาจเหนือประชาชนโดยมิชอบ   เนหมีย์ 5:15
3.11.  โดยแสดงความกรุณาต่อผู้อื่น   โยบ 6:14
3.12.  โดยไม่โอ้อวดตนเองและหันจากความชั่วร้าย  สุภาษิต 3:7,  สุภาษิต 8:13, สุภาษิต 16:6
3.13.  โดยเป็นคนไม่ส่อเสียด   ไม่เป็นคนกินเหล้า   แต่ให้เป็นผู้สอนสิ่งที่ดีงาม  ทิตัส 2:3
3.14.  โดยให้จิตใจของเราติดสนิทกับพระเจ้า (อิสยาห์ 29:13)

สรุป        ฉธบ. 10:12
ดูก่อน คนอิสราเอล พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงประสงค์ให้ท่านกระทำอย่างไร คือให้ยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินตามทางทั้งปวงของพระองค์ ให้รักพระองค์ ให้ปรนนิบัติพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่านทั้งหลาย
 (ตอบสนองด้วยเพลง  จิตใจข้ายกย่องพระองค์เป็นใหญ่)




จงเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า (1) อพยพ 20:18-21

โครงเรื่องคำเทศนา            โดย ศจ.เอนกชัย   พรมสวัสดิ์
หัวเรื่อง                                 จงเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า
พระธรรม                              อพยพ 20:18-21
คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน  ได้เห็นฟ้าร้อง  ฟ้าแลบ  เสียงแตร   และควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น  ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล 19เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า   “ท่านจงนำความมาเล่าเถิด   พวกข้าพเจ้าจะฟัง   แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย   เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย”    20โมเสสจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า   “อย่ากลัวเลย   เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลองใจท่านทั้งหลาย   เพื่อพวกท่านจะได้ยำเกรงพระองค์และจะได้ไม่ทำบาป” 21ประชาชนยืนอยู่แต่ไกล   แต่โมเสสเข้าไปใกล้ความมืดทึบที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่นั้น
คำนำ                                      งานวิจัยในปี คศ. 1900  ของมิสเตอร์วินสัน “แม่ที่ยำเกรงพระเจ้า”
ในปี คศ. 1900 มิสเตอร์วินสัน ได้ทำการวิจัยผู้เป็นคุณแม่ 2 คน คนแรก คือ นางซาราห์ เอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็นภรรยาศิษยาภิบาลในศตวรรษที่ 18 ซาราห์มีบุตรชายหญิงทั้งหมด 11 คน เธอเป็นผู้ที่มีหลักการชีวิตที่เข้มงวดในการอบรมสั่งสอนลูก ๆ ของเธอ เธอเอาใจใส่เขาด้วยความรักและความยำเกรงในพระเจ้า
 พบว่า บุตรหลานในตระกูลของเธอจำนวน 1,400 คน
Ø ในจำนวนนี้มี 14 คนเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย
Ø 100 คนเป็นคณบดี
Ø 65 คนเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย
Ø 100 คนเป็นทนายความ
Ø 1 คนเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์
Ø 30 คนเป็นผู้พิพากษาที่มีตำแหน่งสูง
Ø 60 คนเป็นหมอ
Ø 1 คนเป็นคณบดีแพทย์ศาสตร์
Ø 80 คนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลชั้นสูง รวมทั้งรัฐมนตรีคลังและรองประธานาธิบดี 
1.              อะไรคือยำเกรงพระเจ้า
1.1.       ภาษากรีก   หมายถึงเกรงกลัว ตื่นตัว และ "ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า”
1.2.       ในภาษาฮีบรู  หมายถึงเกรงกลัว เกรงขาม การยอมรับ นับถือ เคารพสักการะ รับเข้ามามีส่วนและอ่อนน้อมถ่อมตน
1.3.       ความเข้าใจผิด ยำเกรงพระเจ้า  “ความกลัว”  อพยพ  20:18-20
19เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า   “ท่านจงนำความมาเล่าเถิด   พวกข้าพเจ้าจะฟัง   แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย   เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย”    20โมเสสจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า   “อย่ากลัวเลย   เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลองใจท่านทั้งหลาย   เพื่อพวกท่านจะได้ยำเกรงพระองค์และจะได้ไม่ทำบาป
1.4.         ความหมายโดยรวม
1.4.1. การตระหนักถึงความบริสุทธิ์ ความเที่ยงธรรม และความชอบธรรมซึ่งมาพร้อมกับความรักและพระเมตตาของพระองค์ (อพยพ  19:10,14,22  สุภาษิต 9:10)
10 พระเจ้าจึงรับสั่งกับโมเสสว่า   “ไปบอกให้ประชาชนชำระตัวให้บริสุทธิ์ในวันนี้และพรุ่งนี้   ให้เขาซักเสื้อผ้าเสียให้สะอาด 14 โมเสสลงจากภูเขามายังประชาชน   แล้วสั่งให้เขาชำระตัวให้บริสุทธิ์  และซักเสื้อผ้าให้สะอาด  22 พวกปุโรหิต  ที่เข้ามาเฝ้าพระเจ้านั้นให้เขาชำระตัวให้บริสุทธิ์   ด้วยเกรงว่าพระเจ้าจะทรงพระพิโรธลงโทษเขา
สุภาษิต 9:10  ความยำเกรงพระเจ้า   เป็นที่เริ่มต้นของปัญญา     และซึ่งรู้จักองค์บริสุทธิ์  เป็นความรอบรู้
1.4.2. การเคารพพระองค์ด้วยความเกรงขาม ตระหนักรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก เป็นพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่สูงสุดและมีฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่ง  อพยพ 19:16,18-19, 20:18
19.16 อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม  ก็บังเกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ   มีเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น   จนคนทั้งปวงที่อยู่ในค่ายต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่น 20.18  คนทั้งหลายเมื่อได้ยิน  ได้เห็นฟ้าร้อง  ฟ้าแลบ  เสียงแตร   และควันที่พลุ่งขึ้นจากภูเขาเช่นนั้น  ต่างก็ยืนตัวสั่นอยู่แต่ไกล
1.4.3. คือการเชื่อฟังพระดำรัส (พระวจนะ) ของพระเจ้าอย่างหมดใจ   “เช่นบัญญัติสิบประการ” อพย 20:3-17  , 2 พงศ์กษัตริย์ 17:34   
34ทุกวันนี้เขาก็กระทำตามอย่างเดิม   เขาทั้งหลายไม่ยำเกรงพระเจ้า   และเขาทั้งหลายไม่กระทำตามกฎเกณฑ์หรือกฎหมาย   หรือธรรม  หรือพระบัญญัติ  ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาแก่ลูกหลานของ ยาโคบ   ผู้ซึ่งพระองค์ทรงประทานนามว่าอิสราเอล
(ตัวอย่างอับราฮัมเชื่อฟังพระเจ้า ปฐก 22:12)    12ทูตสวรรค์ว่า   “อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย   เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า   ด้วยเห็นว่าเจ้ามิได้หวงบุตรชายของเจ้า   แต่ยอมถวายบุตรชายคนเดียวของเจ้าให้เรา”
2.              ทำไมเราจึงต้องเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า
2.1.       ทำให้เราไม่กล้าทำบาป แต่มีความกล้าเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น   อพย 20:20-21
20โมเสสจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า   “อย่ากลัวเลย   เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลองใจท่านทั้งหลาย   เพื่อพวกท่านจะได้ยำเกรงพระองค์และจะได้ไม่ทำบาป21ประชาชนยืนอยู่แต่ไกล   แต่โมเสสเข้าไปใกล้ความมืดทึบที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่นั้น
ตัวอย่าง  โยเซฟกับภรรยาขอโปทิฟาร์   /   ศิษยาภิบาลซ่อนกิ๊กจนท้องป่อง
2.2.         ทำให้เราเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า  อพยพ 1.20-21
20พระเจ้าจึงทรงโปรดปรานนางผดุงครรภ์นั้น   ประชาชนยิ่งทวีมากขึ้น  และมีกำลังเข้มแข็งมาก 21เพราะนางผดุงครรภ์นั้นยำเกรงพระเจ้า   พระองค์จึงได้ทรงให้เขาทั้งสองมีครอบครัว
2.3.         ทำให้เราได้รับพระพรจากพระเจ้า สดุดี 34:9, 115:13, 128:4
13พระองค์จะทรงอำนวยพระพรแก่บรรดา   ผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า    ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่
2.4.         ทำให้ลูกหลานได้รับพระพรจากพระเจ้า สภษ 14:26
26ความยำเกรงพระเจ้าทำให้คนอยู่อย่างอุ่นใจ     ลูกหลานของเขาจะมีที่พึ่ง 
ตัวอย่างคนเกาหลีรักพระเจ้า  ส่งผลมาหลายชั่วอายุคน
2.5.         ทำให้ชีวิตมีความสวัสดิมงคล ปัญญาจารย์ 8:12  (ย่อมดีกว่าคนอธรรม)
แม้ว่าคนบาปทำชั่วตั้งร้อยครั้งและอายุ เขายังยั่งยืนอยู่ได้   ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังรู้แน่ว่าความสวัสดิมงคล จะมีแก่เขาทั้งหลายที่ยำเกรงพระเจ้า   คือที่มีความยำเกรงต่อพระพักตร์พระองค์
2.6.         ทำให้เราได้รับปัญญาและความรู้  สุภาษิต 1:7,  9:10
7ความยำเกรงพระเจ้า  เป็นบ่อเกิดของ ความรู้     คนโง่ย่อมดูหมิ่นปัญญาและคำสั่งสอน , 9.10 ความยำเกรงพระเจ้า   เป็นที่เริ่มต้นของปัญญา     และซึ่งรู้จักองค์บริสุทธิ์  เป็นความรอบรู้ 
ตัวอย่างหญิงชาวจนที่แต่งบทเพลงคานาอัน ใช้ร้องนมัสการทั่วโลก
2.7.         ทำให้มีชีวิตยืนยาว  สุภาษิต 10:27   (เช่นเฮเซคียาห์)
27ความยำเกรงพระเจ้านั้นยืดชีวิตให้ยาวไป     แต่ปีเดือนของคนชั่วร้ายนั้นจะสั้นเข้า
2.8.         ทำให้พระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของเรา  ยอห์น 9:31
31พวกเรารู้ว่าพระเจ้ามิได้ฟังคนบาป   แต่ถ้าผู้ใดยำเกรงพระเจ้า   และกระทำตามพระทัยพระองค์   พระองค์ก็ทรงฟังผู้นั้น
2.9.         ทำให้เราได้รับความเคารพยำเกรงจากคนอื่น  สุภาษิต 22:4,  31:30
 4บำเหน็จของความถ่อมใจและความยำเกรงพระเจ้า     คือความมั่งคั่งเกียรติและชีวิต,   31:30  เสน่ห์เป็นของหลอกลวง  และความงามก็เปล่าประโยชน์     แต่สตรียำเกรงพระเจ้า  สมควรได้รับคำสรรเสริญ
ตัวอย่าง อนุชนสองคนไปเรียนพระคัมภีร์
2.10.  เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาสิ่งที่เรากระทำทั้งหมด   ปญจ 12.14
14ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงาน ทุกประการเข้าสู่การพิพากษาพร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่าง   ไม่ว่าดีหรือชั่ว
3.              จะดำเนินชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้าอย่างไร  (ครั้งต่อไป)
สรุป

ความยำเกรงพระเจ้าไม่ใช่เลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้  แต่เป็นท่าทีและหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ควรมีต่อพระเจ้า โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อในพระเจ้า  ปัญญาจารย์กล่าวว่า  “จบเรื่องแล้ว  ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว   จงยำเกรงพระเจ้า  และรักษาพระบัญญัติของพระองค์   เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง”    ( ปัญญาจารย์ 12:13-14 )

เราเป็นใครในสายพระเนตรพระเจ้า อพยพ 19.1-6

หัวเรื่อง                 เราเป็นใครในสายพระเนตรพระเจ้า
พระธรรม              อพยพ 19.1-6
คำนำ
นี่เป็นเดือนที่สามหลังจากอพยพออกจากอียิปต์  (จากสภาพทาส)  พวกอิสราเอลตั้งค่ายที่หน้าภูเขาซีนาย พระเจ้าตรัสกับโมเสสถึงสาเหตุที่พระองค์นำพวกเขามาถึงที่นี้ เพื่อให้พวกเขารู้ว่า  เขา ( เรา) เป็นใครในสายพระเนตรของพระเจ้า  เช่นเดียวกันในอดีตเราทั้งหลายก็ตกเป็นทาสของวิญญาณต่างๆ (กท 4.3)  แต่เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว  เราก็มีสถานภาพใหม่ในสายพระเนตรของพระเจ้า 
1.              เป็นบุตรของพระเจ้า  (5)   “กรรมสิทธิ์”
เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเลือกสรรจากท่ามกลาง ชนชาติทั้งปวง   เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา
1.1.       ในอดีตอิสราเอลตกเป็นทาสในอียิปต์ ได้ชื่อว่าลูกทาส  เดี๋ยวนี้พระเจ้าทรงไถ่และเรียกอิสราเอลว่าเป็นบุตรของเรา (อพย 4.22-23)
เจ้าจงทูลฟาโรห์ว่า   'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า  คนอิสราเอลเป็นบุตรหัวปีของเรา 23เราบอกแก่เจ้าว่า   “จงปล่อยบุตรของเราให้ไปนมัสการเรา”   ถ้าเจ้าไม่ยอมให้เขาไป   เราจะประหารชีวิตบุตรหัวปีของเจ้าเสีย'
§   มนุษย์เราตกเป็นทาสขอวิญญาณต่างๆ แต่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราแล้วเพื่อให้ได้รับฐานะบุตรของพระเจ้า
ฮบ 2.14-15,  14บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด   พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย   เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง   พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย   คือมารเสียได้ 15และจะได้ทรงช่วยเขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต   เพราะเหตุกลัวความตาย
กท 4.6    เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ   เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร
ยน 1.12   แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์   ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์   พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า
§   หลักประกันคือพระวิญญาณทรงสถิตกับเรา เป็นตราประทับในเรา
(กท 4.6-7)   และเพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว   พระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์   เข้ามาในใจของเรา   ร้องว่า   “อาบา”   คือ   พระบิดา
(อฟ 1.13)   ในพระองค์นั้น   ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน   เมื่อท่านได้ฟังสัจวาทะ   คือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน   และได้วางใจในพระองค์   ได้รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระสัญญา
1.2.       เมื่อเราเป็นบุตรเราก็ได้เป็นทายาท วันหนึ่งเราจะรับมรดกในสวรรค์     (กท 4.7)   เหตุฉะนั้นโดยพระเจ้า   ท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป   แต่เป็นบุตร   และถ้าเป็นบุตรแล้ว   ท่านก็เป็นทายาท
2.              เป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิตของพระเจ้า (6ก)
เจ้าทั้งหลายจะเป็นอาณาจักรปุโรหิต   และเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา
2.1.       ราชอาณาจักรปุโรหิตกับปุโรหิตในพันธสัญญาเดิมมีความต่างกัน
§   ปุโรหิตคือคนกลางระหว่าพระเจ้ากับมนุษย์ ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชาแทนประชาชน  ซึ่งเป็นเงาเล็งถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นปุโรหิตเป็นนิตย์ ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาลบบาปตลอดไปเป็นนิตย์  (ฮบ 7.25-27, 9.25-28)
ฮบ 7.25-27   ด้วยเหตุนี้   พระองค์จึงทรงสามารถเป็นนิตย์ที่จะช่วยคนทั้งปวงที่ได้เข้ามาถึงพระเจ้าโดยทางพระองค์นั้นให้ได้รับความรอด   เพราะว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์   เพื่อช่วยทูลขอพระกรุณาให้คนเหล่านั้น    26มหาปุโรหิตเช่นนี้แหละที่เหมาะสำหรับเรา   คือเป็นผู้บริสุทธิ์   ปราศจากอุบายไร้มลทิน   แยกจากคนบาปทั้งปวง   ประทับอยู่สูงกว่าฟ้าสวรรค์ 27พระองค์ไม่ต้องทรงนำเครื่องบูชามาทุกวันๆ   ดังเช่นมหาปุโรหิตอื่นๆ   ผู้ซึ่งตอนแรกถวายสำหรับความผิดของตัวเอง   แล้วจึงถวายสำหรับความผิดของประชาชน   ส่วนพระเยซูได้ทรงถวายเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียว   คือเมื่อพระองค์ได้ทรงถวายพระองค์เองต่อพระเจ้า
9.26-28    26เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น   พระองค์คงจะต้องทรงทนทุกข์ทรมานหลายครั้ง   นับตั้งแต่สร้างโลกมา   แต่ความจริง   พระองค์ทรงปรากฏเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปลายยุค   เพื่อกำจัดบาปให้หมดสิ้นไป   โดยการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา 27มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว   และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด 28พระคริสต์ก็ฉันนั้น   คือพระองค์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาครั้งเดียว   เพื่อจะได้ทรงแบกบาปของคนเป็นอันมากไว้   พระองค์จะทรงปรากฏเป็นครั้งที่สอง   มิใช่เพื่อกำจัดบาป   แต่เพื่อช่วยบรรดาผู้ที่รอคอยพระองค์ด้วยใจจดจ่อให้ได้รับความรอด
§   ราชอาณาจักรปุโรหิต  คือบรรดาคนที่พระองค์ทรงเลือกสรรจากชนชาติทั้งโลกให้ทำหน้าที่ถวายการนมัสการพระเจ้า โดยการถวายชีวิตทั้งหมดเป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
2.2.       ในพันธสัญญาใหม่เรียกผู้เชื่อว่า ปุโรหิตหลวง เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ คือการนมัสการพระเจ้า
(1 ปต2.5)   และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต   ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ   เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์   เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ   ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์
เครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงประสงค์คือการถวายตัว  (โรม 12.1)    ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์   เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย
3.              เป็นชนชาติบริสุทธิ์ของพระเจ้า (6ข)
เจ้าทั้งหลายจะเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา
3.1.       คำว่า  บริสุทธิ์  ในพระคัมภีร์หมายถึง คนหรือสัตว์หรือสิ่งของ ที่แยกไว้สำหรับพระเจ้าโดยเฉพาะ
3.2.       อิสราเอลเป็นชนชาติที่ถูกแยกออกจากชนชาติทั่วโลกเพื่อพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อประกาศพระบารมีขอพระเจ้าท่ามกลางประชาชาติทั่วโลก
§   พระธรรม 1 เปโตร 2.9  เรียกผู้เชื่อว่า เป็นชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้ เป็นประชาชาติบริสุทธิ์  เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ (แยกไว้เพื่อพระเจ้าโดยเฉพาะ)   เพื่อประกาศพระบารมีของพระเจ้า   เราทุกคนที่เชื่อเป็นชนชาติบริสุทธิ์ที่ถูกแยกไว้เพื่อพระเจ้า เพื่อให้เราประกาศพระบารมีของพระองค์
3.3.       ข้อเรียกร้องขอพระเจ้าคือ “จงชำระตัวให้บริสุทธิ์”
ลนต 11.45, เพราะเราคือพระเจ้าผู้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์   เพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า   เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์  เพราะเราบริสุทธิ์”
1 ปต 2.15    เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า   ที่จะให้ท่านทั้งหลายระงับความโง่ของคนโฉดเขลาด้วยการประพฤติดี
สรุป

 พระเจ้าทรงรักเรามากมายเหลือเกิน  พระองค์ทรงเลือกสรรเราทั้งหลายจากบรรดาประชาชาติทั่วโลกเพื่อจะนำเรามายังพระพักตร์พระองค์ทั้งในโลกนี้และในแผ่นดินสวรรค์ด้วย    ....................

จะร่วมรับใช้กับผู้นำคริสตจักรได้อย่างไร อพยพ 17.8-16

พระธรรม              อพยพ    17.8-16
หัวเรื่อง                 จะร่วมรับใช้กับผู้นำคริสตจักรได้อย่างไร
คำนำ
คริสตจักรทั่วไปอาจมีรูปแบบการรับใช้อยู่หลายลักษณะเช่น  
(1)       สมาชิกเป็นเจ้านาย ผู้รับใช้เป็นลูกจ้าง 1 ปต 3.2
(2)       ผู้รับใช้เป็นเจ้านาย สมาชิกเป็นลูกน้อง 1ปต 3.3
(3)       ผู้รับใช้และสมาชิกร่วมรับใช้พระเจ้าด้วยกันอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 
ทั้งสามลักษณะนี้ต่างก็มีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และที่สำคัญมีผลต่อการเจริญเติบโตของคริสตจักรต่างกัน
1.              ความหมาย การร่วมรับใช้กับผู้นำ (ข้อ 8)
ในพระธรรมเอเฟซัส 4.11-12 ได้ให้ความหมายของการร่วมกันรับใช้กับผู้นำได้ดีมาก โดยที่พระเจ้าทรงเลือกผู้นำ เพื่อให้ผู้นำเตรียมธรรมมิกชนของพระเจ้าให้เป็นคนที่จะรับใช้ร่วมกับผู้นำ เพื่อคริสตจักรจะเจริญขึ้นสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์
2.              ทำไมเราจึงต้องร่วมรับใช้กับผู้นำ (ข้อ 14-16)
2.1.         เพราะพระเจ้าทรงเลือกผู้นำคริสตจักร (การเจิมผู้นำ)  อฟ 4.11
2.2.         เพราะพระเจ้าทรงนำ ทรงตรัส ทรงสำแดง ทรงเปิดเผยผ่านผู้นำคริสตจักร  (ตัวอย่าง กจ 13.1-3)
2.3.         เพราะผู้นำคริสตจักรเป็นผู้รับใช้ ผู้ร่วมงานกับพระเจ้า   1 คร 3.5
3.              จะร่วมรับใช้กับผู้นำได้อย่างไร
3.1.         ทุกคนร่วมในนิมิตกับผู้นำ  ข้อ 8-9
3.2.         ทุกคนร่วมในพันธกิจกับผู้นำ  ข้อ 10-11
3.3.         ทุกคนร่วมอธิษฐานในคำอธิษฐานของผู้นำ  ข้อ  12-13

สรุป

คริสตจักรที่จำเริญขึ้น ล้วนมาจากการที่ผู้นำและประชากรของพระเจ้าได้ร่วมกันรับใช้พระเจ้า ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน