วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

“วันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลายมาบังเกิดแล้ว” ลูกา 2.11

โครงร่างคำเทศนา วันคริสต์มาส
พระธรรม       ลูกา 2.11
หัวเรื่อง          “วันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลายมาบังเกิดแล้ว”
คำนำ             
พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงคืนวันที่พระเยซูคริสต์บังเกิด โดยมีทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวกับคนเลี้ยงแกะว่า เรามาบอกข่าวดีแก่ท่านทั้งหลาย คือ “วันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสต์เจ้า ได้บังเกิดแล้วที่เมืองของดาวิด”
1.      ความหมาย “พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลายมาบังเกิด”
1.1.   เบื้องหลังชาวยิว เป็นชนชาติที่เคร่งในการรักษาศีลธรรม หรือกฎบัญญัติมาก ด้วยเชื่อว่าการรักษาศีล จะช่วยให้หลุดพ้นจากบาปและกฎแห่งกรรม ตายไปจะได้เข้าสวรรค์ แต่แล้วในพระคัมภีร์บอกว่า รม3.20 “เพราะว่าในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่มีใครถูกชำระให้ชอบธรรมได้ โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาป” 
1.2.   เหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงสัญญากับเขาว่า จะประทานพระผู้ช่วยให้รอด ที่เรียกว่าพระเมสสิยาห์ หรือพระคริสต์ โดยคำเผยพระวจนะของอิสยาห์ 7.14 เพราะฉะนั้น  องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง   ดูเถิด  หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์   และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล
1.3.   ดังนั้น คำว่าพระผู้ช่วยให้รอดของท่านมาบังเกิด หมายความว่า พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ ให้มาเกิดเป็นมนุษย์แท้ๆ เพื่อทำหน้าที่ในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากบาปและกฎแห่งกรรม โดยไม่ได้อาศัยการประพฤติตามศีลธรรมบัญญัติอีกต่อไป แต่โดยเชื่อวางใจพระองค์ รม 3.24 “แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม   โดยไม่คิดมูลค่า   โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว”
2.      ทำไมพระผู้ช่วยให้รอดจึงต้องมาเกิดเป็นมนุษย์
2.1.   ดูจากคำพยากรณ์ในพันธสัญญาเดิม
2.1.1.      ปฐก 3.15  “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์ พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก     และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ  
2.1.2.      อสย 9.6  6ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา     และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์   พระบิดานิรันดร์  องค์สันติราช”
2.1.3.      ลูกา 1.32 31ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู    32“บุตรนั้นจะเป็นใหญ่   และจะทรงเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด   พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน  
2.1.4.      ดังนั้น พระผู้ช่วยให้รอด จะต้องมาบังเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ เกิดจากมนุษย์จริง ตามคำพยากรณ์ที่กล่าวไว้ก่อนแล้ว
2.2.   ดูจากแผนการแห่งความรอด  เอเฟซัส 1.4-5 
4ในพระเยซูคริสต์นั้น   พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก   เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์ 5พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์   ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์ 6  แผนการแห่งความรอดได้ถูกกำหนดไว้แล้วก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก
2.3.   ดูจากกฎแห่งกรรม
หมายถึง กฎว่าด้วยกรรมและผลแห่งกรรมที่ผู้กระทําจักต้องได้รับ   “    ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ทำดีได้ชั่วไม่มี ทำชั่ว ได้ดีก็ไม่มี  เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า
เมื่อไม่มีมนุษย์คนใดสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปกรรมได้ เพราะทุกคนทำบาปเหมือนกัน ดังนั้นจำต้องมีผู้หนึ่งที่ปราศจากบาปจึงสามารถช่วยไถ่บาปให้คนบาปได้ และการไถ่บาปนั้นจะต้องมีเงินค่าไถ่ คือจะต้องมีคนหนึ่งตายแทนอีกคนหนึ่ง
2.4.   ดูจากวิธีการแห่งความรอด 
โรม 3.25-26   25พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์   โดยความเชื่อจึงได้ผล   ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า   ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย   และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น 26และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม   และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย 
รม 5.8-9   8แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย   คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น   พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา 9เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์   ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์

3.      ทำอย่างไรจึงจะได้รับการช่วยให้รอด
3.1.   ยอมรับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ  รม 10.9-10
9คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในจิตใจว่า   พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด 10ด้วยว่า   ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม   และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด
3.2.   ยอมรับว่าตนเองว่าช่วยตนเองให้รอดไม่ได้ ต้องการพระผู้ช่วยให้รอด 1 ยน 1.9
9ถ้าเราสารภาพบาปของเรา   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม   ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น
3.3.   เปิดใจต้อนรับพระองค์เข้ามาครอบครองในชีวิตของเรา  ยน 1.12
12แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์   ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์   พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

วันนี้วันคริสต์มาส คือวันที่พระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งโลกได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะช่วยเราให้หลุดพ้นจากบาปและกฎแห่งกรรม   ท่านยินดีเปิดใจให้พระองค์มาบังเกิดในชีวิตของท่านหรือไม่ เพราะพระองค์สัญญาว่า คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในจิตใจว่า   พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด 10ด้วยว่า   ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม   และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด

วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สิ่งที่ทำลายจุดยืนความเชื่อคริสเตียน กท 2:14 2 ทธ 1:13-14

โครงร่างคำเทศนา โดย... ศจ.เอนกชัย   พรมสวัสดิ์
วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2017 คริสตจักรพระคุณเชียงราย

หัวเรื่อง          สิ่งที่ทำลายจุดยืนความเชื่อคริสเตียน
คำนำ              
ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 500 ปี โปรเตสแต้นท์ หลังจากที่มีการปฎิรูปเมื่อเดือนตุลาคม 1517 โดยมาตินลูเธอร์ แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าความเชื่อของคริสเตียนมีการผสมผสานกันกับโลก ทำให้คริสเตียนสูญเสียจุดยืนที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ จนบางครั้งเรามักได้ยินคำพูดว่า “คริสเตียนก็เหมือนกันไม่แตกต่างกัน” แล้วอะไรเป็นสิ่งที่ทำลายจุดยืนความเชื่อคริสเตียน
พระธรรม
กท 2:14,  แต่เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่า พวกเขาไม่ได้ประพฤติตรงตามความจริงของข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับเคฟาส ต่อหน้าคนทุกคนว่า “ถ้าท่านเองซึ่งเป็นพวกยิวประพฤติตามอย่างคนต่างชาติ ไม่ใช่ตามอย่างพวกยิว ทำไมท่านจึงบังคับคนต่างชาติให้ประพฤติตามอย่างพวกยิวเล่า?
2 ทธ 1:13-14 13จงประพฤติตามแบบอย่างของคำสอนที่ถูกต้องที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้า ด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ 14จงรักษาสิ่งประเสริฐที่ทรงมอบไว้แก่ท่าน โดยพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้สถิตภายในเรา
มธ 5 : 13-1413“ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกได้อย่างไร ตั้งแต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะถูกทิ้งเสียให้คนเหยียบย่ำ   14“ท่านทั้งหลาย เป็นความสว่าง ของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะถูกปิดบังไว้ไม่ได้

คำถาม             แล้วอะไรเป็นสิ่งที่ทำลายจุดยืนความเชื่อคริสเตียน
1.      ความหมาย
1.1.   คำว่าจุดยืน   หมายถึง แนวความคิดแน่วแน่ ความมั่นคงในหลักการตามความคิด ความเชื่อตน
1.2.   จุดยืนความเชื่อคริสเตียน หมายถึง ความคิดแน่วแน่และความมั่นคงในหลักของพระคัมถีร์ รวมถึงหการประพฤติปฎิบัติตามหลักจริยธรรมคริสเตียน (จึงหมายความว่าจุดยืนของคริสเตียนตั้งมั่นอยู่ในหลักการของพระคัมภีร์ ไม่ใช้ความคิดเห็นของมนุษย์ต่อเรื่องต่างๆในการดำเนินชีวิต
1.3.   สิ่งที่ทำลายจุดยืนความเชื่อของคริสเตียน  คือ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ หลักการประพฤติ อันที่จะนำไปสู่การดัดแปลง บิดเบือน ขัดแย้งกับความเชื่อ ตามหลักของพระคัมภีร์  
นี้จึงเป็นภัยเงียบที่คืบเข้ามาในชีวิตคริสเตียนโดยบางคนไม่สามารถแบ่งแยกได้  เพราะเราอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อที่แตกต่างจากความเชื่อของเรา  หลักการดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากเรา พระคัมภีร์บอกว่าให้เราเป็นเกลือและแสงสว่างของโลก แต่จุดยืนความเชื่อของคริสเตียนถูกทำลายลง จนบางครั้งเราไม่สามารถเป็นเกลือและความสว่างได้
2.      สาเหตุที่จุดยืนความเชื่อคริสเตียนถูกทำลาย
2.1.   ความไม่ชัดเจนในสัจธรรมและความเชื่อ  กท 1.6-7
ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจที่พวกท่านด่วนละทิ้งพระองค์ผู้ซึ่งทรงเรียกท่านมาโดยพระคุณของพระคริสต์ และหันไปหาข่าวประเสริฐอื่นเสีย 7ซึ่งที่จริงไม่ใช่ข่าวประเสริฐแต่มีบางคนทำให้พวกท่านยุ่งยาก และปรารถนาบิดเบือนข่าวประเสริฐของพระคริสต์
หลังจากชาวกาลาเทียได้รับข่าวประเสริฐที่ อ.เปาโลประกาศ เขาได้รับเชื่อแต่เมื่อเปาโลจากไปมีคนสอนเท็จเข้าไปในคริสตจักรสอนเขาให้ต่อต้านคำสอนของเปาโลและให้ชาวกาลาเทียเข้าพิธีสุหนัต   ปัญหาของคริสเตียนที่นี่คือความไม่ชัดเจนในสัจธรรมและความเชื่อทำให้เขาสูญเสียจุดยืนที่ถูกต้องตามหลักของข่าวประเสริฐ
ดังนั้นคริสเตียน สามาชิกของคริสตจักรของเราจะต้องรับการเสริมสร้างเพื่อมีความชัดเจนในสัจธรรมและความเชื่อ โดยหากลุ่มเซลล์เข้า เพราะเพียงฟังเทศนาวันอาทิตย์ครั้งเดียวอาจจะยังไม่เพียงพอ เพื่อว่าไม่ว่าจะมีลัทธิเท็จใดๆ หรือคำสอนใดๆ เข้ามาเราก็จะสามามารถวินิจฉัยและตอบโต้ได้ ไม่หลงตามคำสอนเท็จ
2.2.   การประณีประนอมความเชื่อและการปฏิบัติ  อพย  32.1-6
ประชาชนร้องต่ออาโรนว่า "จง​ลุก​ขึ้น​สร้าง​พระ​ให้​เรา ซึ่ง​จะ​นำ​หน้า​เรา เพราะ​ว่า​โมเสส​คน​นี้​ที่​ได้​นำ​เรา​ออก​มา​จาก​แผ่นดิน​อียิปต์ เรา​ไม่​ทราบ​ว่า​เขา​เป็น​อะไร​ไป​แล้ว" และอาโรนก็ทำตามที่เขาต้องการโดยสร้างรูปวัวทองคำ (เทพเจ้าเอปิสของชาวอียิปต์)  การประนีประนอม หรือการทดแทนหรือสร้างสิ่งที่เป็นตัวแทนพระเจ้า เป็นสิ่งต้องห้ามในบัญญัติข้อที่สอง  ผลของการกระทำนี้นำไปสู่ความผิดและเสื่อมทราบทางศีลธรรม ในข้อที่หกบอกว่า " 6รุ่ง​ขึ้น​พวก​เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​แต่​เช้า​ถวาย​เครื่อง​บูชา​เผา​ทั้ง​ตัว และ​นำ​เครื่อง​ศานติ​บูชา​มา ประชา​ชน​ก็​นั่ง​ลง กิน​และ​ดื่ม แล้ว​ก็​ลุก​ขึ้น​ทำ​สิ่ง​ที่​น่า​บัดสี​ต่อ​กัน   ซึ่งทำให้พระเจ้าทรงเสียพระทัยและอิสราเอลก็สูญเสียความปรดปราณจากพระเจ้าด้วย
คริสเตียนจำต้องยึดมั่นในจุดยืนของความเชื่อตามหลักพระคัมภีร์อย่างจริงจัง การประนีประนอมเป็นสิ่งที่เราไม่ควรทำ เหมือนดังชาวยิว อิสลาม เขาไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องของความเชื่อเด็ดขาด จนเป็นเอกลักษณ์ของเขา เราสามารถประนีประนอมเรื่องอื่นๆ ได้แต่จุดยืนความเชื่อตามหลักพระคัมภีร์เราประนีประนอมไม่ได้ อาเมน?
2.3.   การเพิกเฉยหรือละเลยต่อพระคัมภีร์   ฮบ 5.11-6.3
12ถึงแม้ว่าขณะนี้ท่านทั้งหลายควรจะเป็นครูได้แล้ว แต่ท่านก็ต้องให้คนอื่นสอนท่านอีกในเรื่องหลักธรรมเบื้องต้นแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่านต้องการน้ำนมไม่ใช่อาหารแข็ง
คริสเตียนกลุ่มนี้เชื่อพระเจ้ามานานแล้ว และได้รับการเสริมสร้างมามาก มากขนาดว่าสามารถเป็นครูสอนคนอื่นได้แล้วถึงเรื่องหลักความเชื่อของสคริสเตียน แต่กลับพบว่าเขายังเป็นเด็กฝ่ายวิญญาณอยู่เลยคือไม่เติบโตซักที เป็นเพราะอะไร  ความจริงอย่างหนึ่งก็คือการเพิกเฉยต่อพระวจนะของพระเจ้า ไม่ได้เอาจริงเอาจังกับพระวจนะของพระเจ้า ละเลยที่จะปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ผลก็คือเป็นเฒ่าทารกฝ่ายวิญญาณ คริสเตียนแบบนี้มีโอกาสสูงมากที่จะสูญเสียจุดยืนความเชื่อคริสเตียน
ดังนั้น (บทที่ 6.1)  1เพราะฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักคำสอนเบื้องต้นเกี่ยวกับพระคริสต์ ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ โดยไม่วางรากฐานซ้ำอีก คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย และเรื่องความเชื่อในพระเจ้า........
2.4.   ความเกรงใจมนุษย์มากกว่ายึดมั่นในหลักสัจธรรม  กท 2.11-14
11 แต่เมื่อเคฟาส มาถึงเมืองอันทิโอกแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คัดค้านท่านซึ่งๆหน้า เพราะว่าท่านทำผิดแน่ 12เพราะว่าก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น ท่านได้กินอาหารร่วมกับคนต่างชาติ   แต่พอคนพวกนั้นมาถึง ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่เสียต่างหากเพราะกลัวพวกเข้าสุหนัต 13และพวกยิวคนอื่นๆก็ได้แสร้งทำตามท่าน แม้แต่บารนาบัสก็หลงแสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย 14แต่เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่า พวกเขาไม่ได้ประพฤติตรงตามความจริงของข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับเคฟาส ต่อหน้าคนทุกคนว่า “ถ้าท่านเองซึ่งเป็นพวกยิวประพฤติตามอย่างคนต่างชาติ ไม่ใช่ตามอย่างพวกยิว ทำไมท่านจึงบังคับคนต่างชาติให้ประพฤติตามอย่างพวกยิวเล่า?
ในตอนนี้เป็นปัญหาของท่าทีของเปโตรและคริสเตียนยิวคนอื่นๆ เพราะเมื่ออยู่กับคริสเตียนชาวต่างชาติ เขาก็เป็นเหมือนชาวต่างชาติ แต่เมื่อลูกศิษย์ของยากอบมาจากเยรูซาเล็ม พวกเขาก็เกรงใจพวกศิษย์ของยากกอบมากกว่าการยึดมั่นในหลักสัจธรรม เปาโลจึงว่ากล่าวเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า  “พวกเขาไม่ได้ประพฤติตรงตามความจริงของข่าวประเสริฐนั้น”
ไม่ใช่ว่าทำแบบนี้ หรือไม่ได้ทำแบบนี้ ตามธรรมเนียม ประเพนี วัฒนธรรม กลัวคนจะนิทา กลัวเสียหน้า แต่เราต้องยืนยันในจุดยืนความเชื่อที่อยู่บนหลักของพระคัมภีร์  ตัวอย่างงานศพพ่อตา

2.5.   เห็นแก่ผลประโยชน์มากกว่า  1 ปต 5.2-3, 1 ทธ 6.12-13
2.6   คำพูดที่ติดปากต่างๆ  เช่น ..........
ไม่เป็นไรหรอก  ใครๆ เขาก็ทำกัน  คริสเตียนที่นี้เขาทำอย่างนี้   นิดเดียวไม่เสียหายหรือ   เราไม่ได้ทำด้วยความหมายเหมือนอย่างเขา   เราเป็นคนไทยนี่เป็นประเพนี แบบไทยๆ    สนุกๆ ขำๆ เล่นๆ ไม่มีความหมายอะไร แฟนชวนพื่อนชวนเลยไปกับเขา ทำกับเขา    เท่ากับว่าเราไม่มีจุดยืนความเชื่อคริสเตียนเหลืออยู่เลย
3.      ผลกระทบต่อภาพพจน์คริสเตียนโดยรวม
3.1.   คริสเตียนถูกมองว่าเหมือนกันกับโลกแทนที่จะเป็นเกลือและความสว่างของโลก
3.2.   ทำให้พระเจ้าทรงเสียพระทัยและสูญเสียความโปรดปราณจากพระเจ้า ขาดพระพรของพระเจ้า
3.3.   ทำให้ชีวิตคริสเตียนของตนเองเสียหลัก สะดุดง่าย ความเชื่อไม่เติบโต
3.4.   เป็นปัญหาในการเสริมสร้างของคริสตจักร
สรุป     2 ทธ 1:13-14
จงประพฤติตามแบบแห่งคำสอนอันมีหลักที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้า   ด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ 14จงรักษาความจริงซึ่งได้ทรงมอบไว้แก่ท่านโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์   ซึ่งทรงสถิตอยู่ภายในเรา

จงพยายามรักษาจุดยืนความเชื่อคริสเตียนอย่างมั่นคง

เพราะชีวิตเราถูกตรึงแล้วกับพระคริสต์และมีชีวิตใหม่กับพระคริสต์แล้ว

วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน ปฐมกาล 6:8, อพยพ 33:17, สดุดี 30:5,

โครงร่างคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2017

พระธรรม        ปฐมกาล 6:8, อพยพ 33:17, สดุดี 30:5, ลูกา 1:28,30
หัวเรื่อง          ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน
คำนำ
1.             ความหมาย
1.1.       คำว่า “โปรดปราณ”  หมายถึง ชอบ ชื่นชอบมาก  เอ็นดูรักใคร่  หรือชอบเป็นพิเศษ
1.2.       ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน จึงหมายถึง บุคคลที่พระเจ้าทรงเอ็นดูรักใคร่ ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก เช่น...
1.2.1. พระเจ้าตรัสว่า “โนอาห์เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า”  ปฐก 6:8
1.2.2. พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “เพราะว่าเจ้าเป็นที่โปรดปรานของเราแล้ว” อพย 33:17
1.2.3. ทูตสวรรค์บอกมารีว่า  “เธอผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว”  ลก 1:30
1.2.4. .ชนชาติอิสราเอลเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า อพย 33:16
1.3.       กล่าวได้ว่า ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า(ลูก) ล้วนเป็นบุคคลที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว กท 4:4-7  รม 8:14-18
2.             ลักษณะความโปรดปรานของพระเจ้า
2.1.       ความโปรดปรานขึ้นอยู่กับพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้า อพย 33:19 ( ระดับมาก-น้อย )
2.2.       ความโปรดปราณของพระเจ้านั้นตลอดชีวิตของเรา  สดด 30:5    ( ระยะเวลา )
3.             จะดำเนินชีวิตในความโปรดปรานของพระเจ้าอย่างไร
3.1.       ดำเนินชีวิตในความชอบธรรมและยำเกรงพระเจ้า สุภาษิต 21:3, ปฐก 6:5,8-12,7:1, โยบ 1:1, สภษ 12:2, 13:6
3.2.       เรียนรู้พระทัยของพระเจ้าเชื่อฟังและไปทำตาม ปฐก 6.22, 7:5, โรม 12:2
3.3.       รักและห่วงใยต่อประชากรในครอบครัวของพระเจ้า  อพย 43:9, อฟ 5:22, ฮบ 13:16, ฟป 4:18
3.4.       ประกาศข่าวประเสริฐตามที่ได้รับมอบหมาย  1 ธส 2:4
สรุป

เราทุกคนเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปรานมาก เหตุฉะนั้นจงใช้ชีวิตนี้ ให้เป็นที่โปรดปรานของพระองค์มากยิ่งๆ ขึ้น  แล้วเราจะสามารถพูดได้ว่า ( สดุดี 90 14ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มในเวลาเช้าด้วยความรัก มั่นคงของพระองค์     เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เปรมปรีดิ์และยินดีตลอด วันเวลาของข้าพระองค์  15ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายยินดีให้มากวัน   เท่ากับที่พระองค์ได้ทรงให้ข้าพระองค์ทุกข์ยากนั้น และให้มากปีเท่ากับที่ข้าพระองค์ได้ประสบการร้าย 16ขอให้พระราชกิจของพระองค์ปรากฏ   แก่ผู้รับใช้ของพระองค์   และให้ความรุ่งโรจน์ของ พระองค์ปรากฏแก่ลูกหลานของเขา  17ขอความโปรดปรานของพระเจ้าของข้าพระองค์อยู่ เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย  ขอทรงสถาปนาหัตถกิจของข้าพระองค์เหนือข้าพระองค์    พระเจ้าข้า  ขอพระองค์ทรงสถาปนาหัตถกิจของ ข้าพระองค์ทั้งหลาย

วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ในพระคัมภีร์ มีพระเจ้าที่เป็นพระบิดาและพระเจ้าพระมารดาด้วยหรือไม่ ปฐมกาล 1.26-27

เสวนา วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2017

หัวข้อ            ในพระคัมภีร์ มีพระเจ้าที่เป็นพระบิดาและพระเจ้าพระมารดาด้วยหรือไม่
ข้อพระธรรม   ปฐมกาล 1.26-27
26แล้วพระเจ้าตรัสว่า   “ให้ เรา สร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของ เรา   ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล  ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์   ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป  และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” 27พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น   พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น   และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง 
คำนำ
เมื่อปี 1948 ได้มีผู้อ้างตนว่าเป็นพระคริสต์ (พระอันซังโฮง) เป็นชาวเกาหลี และตั้งคริสตจักรชื่อว่า “คริสตจักรของพระเจ้า” โดยถือเอาปีที่อิสราเอลประกาศเอกราชประกาศว่า พระคริสต์ได้เสด็จมาแล้วที่ประเทศเกาหลีในชื่อของ พระอันซังโฮง และได้สร้างคำสอนใหม่ขึ้นมากล่าวว่า เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์ทรงสร้างเป็นชายและหญิง  นั่นย่อมหมายความว่ามีพระเจ้าพระมารดาด้วย เพราะการดำรงอยู่ของผู้ชายยืนยันถึงการมีพระเจ้าพระบิดา และการดำรงอยู่ของผู้หญิงยืนยันถึงการมีพระเจ้าพระมารดา ข้อเท็จจริงจากพระคัมภีร์เป็นเป็นอย่างไรเราจะมาหาคำตอบด้วยกัน (ชมคลิป VDO)
1.      ลำดับการทรงสร้างมนุษย์
1.1.   ปฐก 1:26-27 ทรงดำริที่จะสร้างมนุษย์ทั้งชายและหญิงตามพระฉายาของพระองค์
1.2.   ปฐก 2:7,18    ทรงสร้างมนุษย์ผู้ชายจากผงคลีดิน  (ด้านร่างกาย)
1.3.   ปฐก 2:7        ทรงระบายลมปราณ (วิญญาณ) เข้าทางจมูกมนุษย์จึงมีชีวิต
1.4.   ปฐก 2:18      ทรงดำริว่าจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสมกับชายขึ้น
1.5.   ปฐก 2:21-22  ทรงทำให้ชายหลับสนิทและชักกระดูกสีข้างอันหนึ่งออกมาจากชาย สร้างให้
เป็นหญิงแล้วนำมาให้ชายนั้น
1.6.   ปฐก 2:23      ชายว่ากระดูกจากกระดูกข้าเนื้อจากเนื้อข้าจะต้องเรียกว่าหญิง / ชายา
2.      คำว่าสร้างมนุษย์ตามอย่าง “พระฉายา” มีความหมายอย่างไร
2.1.   คำว่า ฉายา ตามตัวอักษร หมายถึง เงา   ในพระคัมภีร์หมายถึงตามแบบอย่างของพระเจ้า
2.2.   หมายถึง ลักษณะทางธรรมชาติของพระเจ้า คือ มีชีวิต มีความเป็นบุคคลและมีวิญญาณที่เป็น นิรันดร์ ปฐก 2: 7-8 , ปัญญาจารย์ 3:11
2.3.   หมายถึง ลักษณะทางศีลธรรม คือบริสุทธิ์ปราศจากบาป  อฟ 4:24
2.4.   หมายถึง ลักษณะทางอุปนิสัย ความคิด สติปัญญา การมีเหตุผล การตัดสินใจ  คส 3:10
2.5.   หมายถึง ลักษณะทางด้านเกียรติและสง่าราศี  2 คร 3:18
2.6.   หมายถึง ลักษณะทางด้านสรีระ ร่างกายด้วย เพราะพระเยซูทรงถือกำเนิดในสภาพมนุษย์  ฟป 2.6-8,      รม 8.29,  ยน 1.18
3.      หลักฐานทาง สารพันธุ์กรรม หรือ DNA  อธิบายถึงพระผู้สร้าง ( ปี 1953 )
3.1.   มนุษย์ผู้ชายทั้งหมดมาจาก DNA ของมนุษย์ผู้ชายคนเดียวกัน
3.2.   มนุษย์ผู้หญิงทั้งหมดมาจาก DNA ของมนุษย์ผู้หญิงคนเดียวกัน
3.3.   DNA แรกของมนุษย์ผู้หญิงถูกแยกออกมาจาก DNA ของชาย

ที่มา :   https://jusci.net/node/3075  
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000097573โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
หลักฐานนี้ถูกต้องตามพระคัมภีร์
แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท   ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่   พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา   แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม 22ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น   พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง  แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น 23ชายจึงว่า   “นี่แหละ  กระดูกจากกระดูกของเรา     เนื้อจากเนื้อของเรา    จะต้องเรียกว่าหญิงเพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย”   (ปฐก 2.21-23)
4.      การอธิบายอธิบายที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์
4.1.   พระเจ้ามิได้สร้างมนุษย์จาก DNA ของพระเจ้า  แต่พระเจ้าทรงสร้าง DNA แรกของมนุษย์ผู้ชายคนแรกขึ้น
4.2.   จาก DNA ของมนุษย์ผู้ชายคนแรกทรงสร้างให้เป็นผู้หญิง แบบของผู้หญิงออกมาจากชาย เพื่อเป็นคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสม
4.3.   พระเจ้าตรัสว่า “ให้เรา” สร้างมนุษย์ตามพระฉายา  คำว่า เรา ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าตรีเอกานุภาพ (คือ พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์) มธ 3.16-17
สรุป

ในพระคัมภีร์กล่าวถึงพระเจ้า หมายถึงพระเจ้าตรีเอกานุภาพ  ไม่ได้หมายความว่า มีพระเจ้าพระบิดา และพระเจ้าพระมารดา  ลัทธิสอนผิดนี้ประกาศคำสอนเมื่อปี 1948  แต่การค้นพบหลักฐานทาง DNA ประกาศในปี 1953  พระเจ้าเป็นผู้สร้าง DNA แรกของมนุษย์ผู้ชาย DNA แรกของผู้หญิงนั้นมาจากชาย ไม่ใช่มาจาก DNA ของพระมารดาอย่างที่ลัทธินี้กล่าวอ้างแต่อย่างใด