วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ในพระคัมภีร์ มีพระเจ้าที่เป็นพระบิดาและพระเจ้าพระมารดาด้วยหรือไม่ ปฐมกาล 1.26-27

เสวนา วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2017

หัวข้อ            ในพระคัมภีร์ มีพระเจ้าที่เป็นพระบิดาและพระเจ้าพระมารดาด้วยหรือไม่
ข้อพระธรรม   ปฐมกาล 1.26-27
26แล้วพระเจ้าตรัสว่า   “ให้ เรา สร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของ เรา   ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล  ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์   ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป  และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน” 27พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น   พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น   และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง 
คำนำ
เมื่อปี 1948 ได้มีผู้อ้างตนว่าเป็นพระคริสต์ (พระอันซังโฮง) เป็นชาวเกาหลี และตั้งคริสตจักรชื่อว่า “คริสตจักรของพระเจ้า” โดยถือเอาปีที่อิสราเอลประกาศเอกราชประกาศว่า พระคริสต์ได้เสด็จมาแล้วที่ประเทศเกาหลีในชื่อของ พระอันซังโฮง และได้สร้างคำสอนใหม่ขึ้นมากล่าวว่า เมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์ทรงสร้างเป็นชายและหญิง  นั่นย่อมหมายความว่ามีพระเจ้าพระมารดาด้วย เพราะการดำรงอยู่ของผู้ชายยืนยันถึงการมีพระเจ้าพระบิดา และการดำรงอยู่ของผู้หญิงยืนยันถึงการมีพระเจ้าพระมารดา ข้อเท็จจริงจากพระคัมภีร์เป็นเป็นอย่างไรเราจะมาหาคำตอบด้วยกัน (ชมคลิป VDO)
1.      ลำดับการทรงสร้างมนุษย์
1.1.   ปฐก 1:26-27 ทรงดำริที่จะสร้างมนุษย์ทั้งชายและหญิงตามพระฉายาของพระองค์
1.2.   ปฐก 2:7,18    ทรงสร้างมนุษย์ผู้ชายจากผงคลีดิน  (ด้านร่างกาย)
1.3.   ปฐก 2:7        ทรงระบายลมปราณ (วิญญาณ) เข้าทางจมูกมนุษย์จึงมีชีวิต
1.4.   ปฐก 2:18      ทรงดำริว่าจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสมกับชายขึ้น
1.5.   ปฐก 2:21-22  ทรงทำให้ชายหลับสนิทและชักกระดูกสีข้างอันหนึ่งออกมาจากชาย สร้างให้
เป็นหญิงแล้วนำมาให้ชายนั้น
1.6.   ปฐก 2:23      ชายว่ากระดูกจากกระดูกข้าเนื้อจากเนื้อข้าจะต้องเรียกว่าหญิง / ชายา
2.      คำว่าสร้างมนุษย์ตามอย่าง “พระฉายา” มีความหมายอย่างไร
2.1.   คำว่า ฉายา ตามตัวอักษร หมายถึง เงา   ในพระคัมภีร์หมายถึงตามแบบอย่างของพระเจ้า
2.2.   หมายถึง ลักษณะทางธรรมชาติของพระเจ้า คือ มีชีวิต มีความเป็นบุคคลและมีวิญญาณที่เป็น นิรันดร์ ปฐก 2: 7-8 , ปัญญาจารย์ 3:11
2.3.   หมายถึง ลักษณะทางศีลธรรม คือบริสุทธิ์ปราศจากบาป  อฟ 4:24
2.4.   หมายถึง ลักษณะทางอุปนิสัย ความคิด สติปัญญา การมีเหตุผล การตัดสินใจ  คส 3:10
2.5.   หมายถึง ลักษณะทางด้านเกียรติและสง่าราศี  2 คร 3:18
2.6.   หมายถึง ลักษณะทางด้านสรีระ ร่างกายด้วย เพราะพระเยซูทรงถือกำเนิดในสภาพมนุษย์  ฟป 2.6-8,      รม 8.29,  ยน 1.18
3.      หลักฐานทาง สารพันธุ์กรรม หรือ DNA  อธิบายถึงพระผู้สร้าง ( ปี 1953 )
3.1.   มนุษย์ผู้ชายทั้งหมดมาจาก DNA ของมนุษย์ผู้ชายคนเดียวกัน
3.2.   มนุษย์ผู้หญิงทั้งหมดมาจาก DNA ของมนุษย์ผู้หญิงคนเดียวกัน
3.3.   DNA แรกของมนุษย์ผู้หญิงถูกแยกออกมาจาก DNA ของชาย

ที่มา :   https://jusci.net/node/3075  
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000097573โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
หลักฐานนี้ถูกต้องตามพระคัมภีร์
แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท   ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่   พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา   แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม 22ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น   พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง  แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น 23ชายจึงว่า   “นี่แหละ  กระดูกจากกระดูกของเรา     เนื้อจากเนื้อของเรา    จะต้องเรียกว่าหญิงเพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย”   (ปฐก 2.21-23)
4.      การอธิบายอธิบายที่ถูกต้องตามพระคัมภีร์
4.1.   พระเจ้ามิได้สร้างมนุษย์จาก DNA ของพระเจ้า  แต่พระเจ้าทรงสร้าง DNA แรกของมนุษย์ผู้ชายคนแรกขึ้น
4.2.   จาก DNA ของมนุษย์ผู้ชายคนแรกทรงสร้างให้เป็นผู้หญิง แบบของผู้หญิงออกมาจากชาย เพื่อเป็นคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสม
4.3.   พระเจ้าตรัสว่า “ให้เรา” สร้างมนุษย์ตามพระฉายา  คำว่า เรา ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าตรีเอกานุภาพ (คือ พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์) มธ 3.16-17
สรุป

ในพระคัมภีร์กล่าวถึงพระเจ้า หมายถึงพระเจ้าตรีเอกานุภาพ  ไม่ได้หมายความว่า มีพระเจ้าพระบิดา และพระเจ้าพระมารดา  ลัทธิสอนผิดนี้ประกาศคำสอนเมื่อปี 1948  แต่การค้นพบหลักฐานทาง DNA ประกาศในปี 1953  พระเจ้าเป็นผู้สร้าง DNA แรกของมนุษย์ผู้ชาย DNA แรกของผู้หญิงนั้นมาจากชาย ไม่ใช่มาจาก DNA ของพระมารดาอย่างที่ลัทธินี้กล่าวอ้างแต่อย่างใด

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จงทำงานของพระเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา


อายุของโลก จักรวาล กับความต่างในพระคัมภีร์

หัวข้อเสวนา     อายุของโลก จักรวาล กับความต่างในพระคัมภีร์

คำนำ
ความขัดแย้งระหว่าพระคัมภีร์กับวิทยาศาสตร์ มีมาตลอหตั้งแต่ ศต. ที่ 17 ในอดีตศาสนจักรได้ครอบงำความคิดมนุษย์และการศึกษา พระวาจะของพระสันตปาปาถือเป็นคำพูดศักดิ์สิทธิ์ จะลบหลู่หรือแย้งไม่ได้ แต่เมื่อวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้า ทฤษฎีต่างๆ ที่ถูกเสนอเกิดขัดแย้งกับคำสอนของคริสตจักร วันนี้เราจะมาศึกษากันถึงเรื่อง  อายุของโลก จักรวาล กับความต่างในพระคัมภีร์
คำถาม
วิทยาศาสตร์บอกว่า โลกมีอายุ 4,600 ล้านปื จักรวาลมีอายุ 13,700 ล้านปี แต่ศาสนจักรบอกว่า โลกมีอายุ 6,017 ปี  ตกลงใครพูดจริง ใครโกหก
1.     อะไรคือจักรวาล
หมายถึง บริเวรกว้างใหญ่ ที่หาของหรือจุดศูนย์กลางไม่ได้ มีกาแลคซี่จำนวนมาก แต่ละกาแลคซี่จะมีดาวรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เช่นโลกของเราอยู่ในกาแลคซี่ทางช้างเผือก
2.     จักรวาลมีอายุเท่าใด
2.1.  มีทฤษฎีมากมายที่พยายามอธิบายแต่ก็จนด้วยเหตุและผลไปต่อไม่ได้
2.2.  นักดาราศาสตร์เสนอว่า อายุของจักรวาลเริ่มต้นจาก การระเบิดครั้งใหญ่ในจักรวาล หรือ Big Bang (จาการสังเกตว่าจักรวาลมีการเคลื่อนตัวห่างจากกันตลอดเวลา)
2.3.  นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าหลังจากการระเบิดครั้งใหญ่แล้ว จะต้องใช้เวลาอีก 10,000 ล้านปี อุณหภูมจึงจะเย็นลงเหลือ – 270 องศา แล้วมวลศาลเกิดการรวมตัวเป็นดวงดาวต่างๆ ในจักรวาลแล้วจึงมีการวิวัฒนาการ
2.4.  นักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องฮับเบอร์ (Bub ber) ตรวจสอบคลื่นความเร็วแสงเพื่อคำนวณอายุของจักรวาล โดยสรุปว่า จักวาลมีอายุ 13,700 ล้านปี  บวกลบ 130 ล้านปี
3.     โลกมีอายุเท่าใด
3.1.  ศาสนจักรคาทอลิค กล่าวว่า โลกถือกำเนิดวันที่ 22 ตุลาคม 4004 ปี ก.ค.ศ.
3.2.  นักธรรมชาติวิทยาโต้แย้งว่า จากการทับถมของซากต่างๆ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 100 ล้านปี
3.3.  นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสารกัมมันตรังสี ในปี 1896 และคำนวณหินที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและอุกาบาตร บอกว่าโลกมีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี
3.4.  นักวิทยาศาสตร์ใช้การคำนวณของสารกัมมันตรังสีอีกครั้ง โดยศึกษาจากการสลายตัวของยูเรเนี่ยมไปแล้วครึ่งชีวิต เท่ากับ 5,730 ปี  ดังนั้นครึ่งชีวิตของยูเรเนียมที่สลายตัวไปเป็นตะกั่ว จึงสรุปว่าโลกมีอายุประมาณ 4,500 ล้านปี (ซึ่งใกล้เคียงกับกัมมันตรังสีของหินในกรีนแลนด์และอุกาบาต และหินบนดวงจันทร์

4.     เวลาของโลกกับจักรวาลเหมือนหรือต่างกัน
4.1.  ทฤษฎีของ ไอแซคนิวตัน จากทฤษฎีแรงโน้มถ่วง เขาเสนอว่าโลกและจักวาลมีอายุเท่ากันทั้งหมดทุกจุด เป็นที่ยอมรับมากว่า 200 ปี
4.2.  ทฤษฎีของ อัลเบิร์ตไอสไตน์  เสนอทฤษฎีสัมพันธภาพ   (ทำให้รู้ว่าของนิวตันผิดมาตลอด)
4.2.1.     ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วแสงกับเวลา
กล่าวคือ ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้เคียงกับแสงเวลาจะช้า  แต่ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ช้ากว่าแสงมากเวลาจะเร็ว
4.2.2.     ความสัมพันธ์ระหว่างมวลสารกับพลังงาน
กล่าวคือ ทีที่มีแรงโน้มถ่วงมากเวลาจะช้า ที่ที่มีแรงโน้มถ่วงน้อยเวลาจะเร็ว
4.2.3.     คำตอบของไอสไตน์คือ เวลาในโลกกับเวลาในจักรวาลไม่เท่ากัน และเวลาในจักรวาลก็ไม่เท่ากันทุกจุด
4.3.  ทฤษฎีอานุภาคพระเจ้า   หรือ Higg Boson ประกาศเมื่อปี 2012
4.3.1.     เมื่อเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ Big Bang มวลสารได้กระจายออกจากกันและขยายออกไป
4.3.2.     ทุกสิ่งยังอยู่ในความมืดเป็นเวลานานมากกว่า 10,000 ล้านปีจนกว่าอุณหภูมิเย็นตัวลง
4.3.3.     อานุภาคพระเจ้า หรือ Higg Boson ทำให้มวลสารที่เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่เกิดการรวมตัวกันเป็นดาวดวงต่างๆ  หลังจากอยู่ในความมืดเป็นเวลานานและเกิดเป็นวิวัฒนาการต่างๆ ตามมา
4.3.4.     เวลา (อายุจักรวาล) เริ่มต้นเมื่อมีความสว่างเกิดขึ้น
4.4.  ทฤษฎีเอเลี่ยน หรือมนุษย์ต่างดาว  นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่า อาจมีสิ่งมีชีวิตนอกโลกเป็นผู้สร้างจักรวารของเราขึ้นมาก็เป็นไปได้ จึงเกิดกระแสมนุษย์ต่างดาวมากมาย ล่าสุดในปีนี้ NASA ประกาศว่า ได้ค้นพบระบบกาแลคซี่ใหม่เรียกว่า Trappist-1 มีดาวฤกษ์ 1 ดวง และมีดาวเคราะห์อีก 7 ดวง เหมือระบบกาแลคซี่ที่โลกเราอยู่ และเชื่อว่ามีดาวสามดวงที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้  ห่างจากโลก 39 ปีแสง
5.     การแบ่งแยกข้อพระคัมภีร์ ปฐมกาล 1.1-3
5.1.  ในปฐมกาล  เป็นเวลาที่กำหนดไม่ได้ พระเจ้าทรงดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดรกาล เวลาของพระเจ้าเป็นปัจจุบันเสมอ (ทั้งอดีตและอนาคต เป็นปัจจุบัน)
5.2.  พระเจ้าทรงสร้างฟ้า หมายถึงจักรวาลและดวงดาวทั้งหมด  (คส. 1.16-17)
5.3.  และแผ่นดิน  หมายถึงโลกของเรา
5.4.  ความมืดปกอยู่เหนือน้ำ  
5.5.  พระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น
5.6.  พระเจ้าตรัสว่าจงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น
วิทยาศาสตร์อธิบายว่า เริ่มแรกนั้นไม่มีอะไร เป็นความมืด แล้วเกิดบิ๊กแบง  ใช้เวลาอีกประมาณ 10,000 ล้านปี จึงเกิดความสว่าง และก่อเป็นรูปเป็นร่างจักรวาล
6.     คำตอบ ความต่างกันระหว่างพระคัมภีร์กับวิทยาศาสตร์
6.1.  พระเจ้าทรงดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดรกาลถึงนิรันดร์กาล สดด 90.2,93.2  หมายถึงเวลาของพระเจ้าเป็นปัจจุบันเสมอ  เมื่ออธิบายตามทฤษฎีสัมพันธภาพ เมื่อมีการเคลื่อนที่เร็วเท่ากับแสงเวลาจะเป็น 0 ดังนั้นจึงสามารถอธิบายได้ว่า การดำรงอยู่ของพระเจ้าเวลาของพระเจ้านั้นเป็นปัจจุบันเสมอ เพราะพระคัมภีร์ตรัสว่า พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง ยน 1.5,วว 21.33
6.2.  พระเจ้าทรงสรรพสิ่งที่สมบูรณ์แบบ และจึงเกิดการพัฒนาและวิวัฒนาการ ไม่ใช่แบบค่อยเป็นค่อยไป  ปฐก 1.27, 2.22 เมื่อสร้างอาดัมที่สมบูรณ์แบบ ก็มีอายุ 1 วันเท่านั้น
6.3.  ตามทฤษฎีสัมพันธ์ภาพ   เวลาในโลกต่างจากเวลาในจักรวาล และเวลาในจักรวาลเดินเร็วไม่เท่ากันทุกจุด แสดงว่าอายุของแต่ละจุดในจักรวาลนั้นต่างกัน และเครื่องมือที่ใช้วัดนั้นไม่สามารถใช้กับทุกจุดด้วยมาตรฐานเดียวกันได้
6.4.  เครื่องมือและวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้วัดอายุของโลกและจักรวาลนั้น มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะ และผลที่ได้ก็ต่างกันทุกครั้ง และอนาคตยังจะมีเครื่องมือและวิธีการใหม่ๆ ออกมาอีก
6.5.  การนับเวลาของพระคัมภีร์เป็นการคำนวณอายุของคน คือ จากอาดัม – อับราฮัม – พระเยซู – ปัจจุบัน 2017 (ลูกา 3.23-38) รวมเวลาได้ประมาณ 6,000 พันกว่าปี เวลานี้เป็นสิ่งถูกต้องตามประวัติศาสตร์ และเมื่อมีการสืบค้นหา DNA แรกของมนุษย์ก็พบว่ามีอายุประมาณ 6 – 8 พันปี
6.6.  การที่วิทยาศาสตร์บอกว่าโลกและจักรวาลมีอายุมากนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือขัดแย้งกับพระคัมภีร์ เพราะตาม ปฐมกาล 1.1-3 นั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเวลานานเท่าใด  วิทยาศาสตร์นับอายุของการระเบิดครั้งใหญ่ แต่พระคัมภีร์นับอายุของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในโลก
6.7.  พระคัมภีร์บันทึกเพื่อให้เรารู้ว่า มีพระเจ้าเป็นพระผู้ทรงสร้าง และจักรวาล โลกและสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์และเพื่อพระองค์  เพื่อสรรสิ่งทั้งปวงที่ทรงสร้างนี้จะถวายเกียรติพระเจ้าเพียงผู้เดียว โคโลสี 1.16-17
ข้อคิด
สหภาพโซเวียดต้องการล้มล้างความเชื่อในพระเจ้าและศาสนาคริสต์ ได้ให้นักวิทยาศาสตร์ นักบินอวกาศ หมอ มาบรรยาเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีพระเจ้า  เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าฟังสัมมนาถาม มีคุณยาท่านหนึ่งยกมือถาม
นักบินอวกาศบอกว่า ผมนั่งยานอวกาศออกไปนอกโลกเพื่อจะค้นหาว่ามีสวรรค์หรือมีพระเจ้าจริงหรือไม่ แต่กลับไม่พบอะไรเลย คุณยายถามว่า  คุณนักบินอวกาศ ที่บ้านฉันมีกบตัวหนึ่งอยู่ในบ่อน้ำ ทุกวันมันแหงนมองฟ้า มนคงคิดว่าโลกนี้ไม่มีใครแล้วนอกจากกบ
คุณหมอผ่าตัดหัวใจบอกว่า ผมผ่าตัดหัวใจคนมามากมาย แต่ไม่เคนเจอเลยว่ามนุษย์มีจิตวิญญาณ คุณยายถามว่า  คุณหมอคะคุณหมอเชื่อมั้ยว่าคุณแม่ของคุณหมอรักคุณหมอ   คุณหมอตอบว่าแน่นอนคุณแม่ผมรักผมมาก



จงยกย่องผู้เป็นสตรี สุภาษิต 31.10-31 (31)

โครงร่างคำเทศนาเนื่องในโอกาสวันแม่ 13 สิงหาคม 2017
โดย ศจ.เอนกชัย  พรมสวัสดิ์  :  คริสตจักรพระคุณเชียงราย

หัวข้อ               จงยกย่องผู้เป็นสตรี
คำนำ 
สุขสันต์วันแม่ ขอให้คุณแม่ทุกท่านมีความสุข     ... วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ (ไทย) วันที่ 1 สิงหาคม  วันสตรีแห่งชาติ  วันที่ 8 มีนาคม วันสตรีสากล
พระคัมภีร์ตอนนี้ กล่าวยกย่องสรรเสริญผู้เป็นสตรีท่านหนึ่งว่า สมควรได้รับคำสรรเสริญ เนื่องในโอกาสวันแม่ และวันสตรีไทย เราจะมาใคร่ครวญพระคัมภีร์ในหัวข้อ “จงยกย่องผู้เป็นสตรี”
พระธรรม         สุภาษิต 31.10-31 (31)
10ใครจะพบภรรยาที่ดี     เธอประเสริฐยิ่งกว่าทับทิมมากนัก    11จิตใจของสามีเธอก็วางใจในเธอ  และสามีจะไม่ขาดกำไร 12เธอทำความดีให้เขา  ไม่ทำความร้าย     ตลอดชีวิตของเธอ    13เธอแสวงขนแกะและป่าน     และทำงานด้วยมืออย่างเต็มใจ   14เธอเป็นเหมือนกำปั่นของพ่อค้า   เธอนำอาหารของเธอมาจากที่ที่ไกล    15เธอลุกขึ้นตั้งแต่ยังมืดอยู่   และจัดอาหารให้ครัวเรือนของเธอ   และจัดงานให้แก่สาวใช้ของเธอ   16เธอพิเคราะห์ดูไร่นาแล้วก็ซื้อไว้  ด้วยผลน้ำมือของเธอ  เธอปลูกสวนองุ่น   17เธอคาดเอวของเธอด้วยกำลัง   และกระทำให้แขนของเธอเข้มแข็ง 18เธอรู้ว่าสินค้าของเธอจะได้กำไร  
  กลางคืนตะเกียงของเธอก็ไม่ดับ  
19เธอยื่นมือออกจับไน และมือของเธอจับเครื่องปั่น   20เธอหยิบยื่นให้คนยากจน   เธอยื่นมือออกช่วยคนขัดสน 21เธอไม่กลัวหิมะมาทำอันตรายแก่คนในครัวเรือนของเธอ  
  เพราะเขาสวมเสื้อสองชั้น  
22เธอทำผ้าปูสำหรับเธอ เสื้อผ้าของเธอทำด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียดและผ้าสีม่วง   23สามีของเธอเป็นที่รู้จักที่ประตูเมือง เมื่อท่านนั่งอยู่ในหมู่พวกผู้ใหญ่ของแผ่นดินนั้น   24เธอทำเครื่องแต่งกายด้วยผ้าลินินไว้ขาย   เธอส่งผ้าคาดเอวให้แก่พ่อค้า   25กำลังและความสง่าผ่าเผยเป็นอาภรณ์ของเธอ   เธอหัวเราะให้แก่เหตุการณ์ที่จะมาถึง 26เธออ้าปากกล่าวด้วยสติปัญญา  
  และคำสอนเจือความเอ็นดูอยู่ที่ลิ้นของเธอ  
27เธอดูแลการงานในครัวเรือนของเธอ    และไม่ชุบมือเปิบ   28ลูกๆของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอ   สามีของเธอก็สรรเสริญเธอ 29ว่า  “สตรีเป็นอันมากทำอย่างดีเลิศ  แต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด”   30เสน่ห์เป็นของหลอกลวง  และความงามก็เปล่าประโยชน์   แต่สตรียำเกรงพระเจ้า  สมควรได้รับคำสรรเสริญ   31จงให้เธอรับผลแห่งน้ำมือของเธอ   และให้การงานของเธอสรรเสริญเธอที่ประตูเมือง
1.     ความหมาย
1.1.  คำว่ายกย่อง คือ คำพูดเชิดชู, สรรเสริญ, ชมเชย, หรือชื่นชม
1.2.  “สตรี” หมายถึงผู้หญิง หรือเพศหญิง เช่น คุณย่า คุณยาย คุณแม่ คุณผู้หญิง หรือนารี
1.3.  ในครอบครัว หมายถึง ผู้หญิงที่เป็นทั้ง ภรรยา คุณแม่ ย่าหรือยาย หรือเป็นทั้งหัวหน้าครอบครัวด้วย Single Mom
1.4.  ในสังคมหมายถึง ผู้หญิงที่มีบทบาทต่างๆ ในสังคม
1.5. สรุป ด้วยวาจา ด้วยการกระทำ และด้วยความคิดจิตใจ แสดงถึงการยกย่องสตรี
2.     ความสำคัญของการยกย่องผู้เป็นสตรี
2.1. เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความเคารพแก่สตรี  สภษ 31.10-12
10ใครจะพบภรรยาที่ดี     เธอประเสริฐยิ่งกว่าทับทิมมากนัก    11จิตใจของสามีเธอก็วางใจในเธอ  และสามีจะไม่ขาดกำไร 12เธอทำความดีให้เขา  ไม่ทำความร้าย     ตลอดชีวิตของเธอ
2.2. เป็นการให้คุณค่ากับการงานที่เธอทำ สภษ 31.28-29
28ลูกๆของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอ   สามีของเธอก็สรรเสริญเธอ 29ว่า  “สตรีเป็นอันมากทำอย่างดีเลิศ  แต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด”  
2.3. เป็นเกียรติและสง่าราศีของสตรีที่งามสง่า  สภษ 11.16
16สตรีงามสง่าย่อมได้รับเกียรติ     และชายหน้าเลือดย่อมมั่งคั่ง
2.4. เป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตสตรี สภษ 31.30-31
30เสน่ห์เป็นของหลอกลวง  และความงามก็เปล่าประโยชน์   แต่สตรียำเกรงพระเจ้า  สมควรได้รับคำสรรเสริญ   31จงให้เธอรับผลแห่งน้ำมือของเธอ   และให้การงานของเธอสรรเสริญเธอที่ประตูเมือง
3.     เราจะยกย่องสตรีอย่างไร
3.1. ในครอบครัว  (สามี, ลูกๆ)
28ลูกๆของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอ   สามีของเธอก็สรรเสริญเธอ 29ว่า  “สตรีเป็นอันมากทำอย่างดีเลิศ  แต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด”  
3.1.1.     ยกย่องในสิ่งที่เป็น ไม่ใช่เอาแม่หรือภรรยาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
3.1.2.     ยกย่องในสิ่งที่ทำ เราเคยทบทวนไหมว่าในแต่ละวัน แม่/ภรรยาทำอะไรบ้างเพื่อครอบครัว
3.1.3.     ทุกๆ วันจงหาคำชมเป็นบำเหน็จรางวัลให้กับคุณแม่ / คุณภรรยา ไม่ใช่หาแต่ข้อตำหนิ หรือเพิกเฉยจนเป็นความเคยชิน  เพราะภรรยาคาดหวังคำชมจากปากของสามี และแม่ก็คาดหวังคำชมจากลูก
3.1.4.     ความประพฤติของลูกและสามีก็เป็นคำชมให้กับภรรยาหรือคุณแม่ได้ด้วย เช่น ลูกตั้งใจเรียน มีความประพฤติเรียบร้อย แม่ก็จะภูมิใจ  หรือสามีทานอาหารที่ภรรยาทำอย่างอร่อย กลับบ้านตรงเวลา จำวันสำคัญต่างๆ เช่น วันเกิดภรรยา วันครบรอบแต่งงาน เป็นต้น
3.2. ในคริสตจักร (บทบาทสตรีในคริสตจักร และ
3.2.1.   ความรักกันและกัน ให้เกียรติกันและกันทั้งชายหญิง รวมถึงการดูแลหญิงหม้าย 
2 ยน 1.5-6
5และดูก่อนท่านสุภาพสตรี   บัดนี้ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน   มิใช่เสมือนหนึ่งว่าข้าพเจ้าเขียนบัญญัติใหม่ถึงท่าน   แต่เป็นพระบัญญัติที่เราได้มีมาแล้วตั้งแต่เริ่มแรก   นั่นก็คือให้เราทั้งหลายรักกันและกัน 6และความรักนั้นก็คือ   การที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์   ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เริ่มแรก   เพื่อท่านทั้งหลายจะประพฤติตาม
3.2.2.     การทำหน้าที่หรือการมีบทบาทในด้านต่างๆ ในคริสตจักร เช่น มีอาจารย์หญิงได้ขึ้นธรรมมาส แบ่งปันหรือเทศนา  มีตำแห่งหน้าที่ในคริสตจักร เช่นมัคนายก ผู้ปกครอง ศิษยาภิบาล ผู้รับใช้ (บางคริสตจักรไม่ได้เลย)
3.2.3.     กิจกรรมเชิดชูเกียรติ
3.3. ในสังคม (การไม่ดูถูกหรือเหยียดหยามสตรี, เคารพและให้เกียรติ)
3.3.1.     ตัวอย่างที่ไม่ดี  ข่าวหัวหน้าในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลวนลามลูกน้องมาเป็นเวลาหลายปี ทำกับหลายคน จนถูกแอบถ่ายคลิปและนำไปแจ้งความ
3.3.2.     ในบัญญัติ 10 ประการ ตั้งแต่ข้อที่ 6 เป็นต้นไป ได้สอนให้เราเคารพและให้เกียรติสุภาพสตรีด้วย  อย่าฆ่าคน  อย่าลักทรัพย์   อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้าย เพื่อนบ้าน  อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน   อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน  หรือทาสทาสีของเขา  หรือโค   ลาของเขา   หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน”  อพย 20:13-17
3.3.3.     จงสร้างสังคมที่เคารพและให้เกียรติสุภาพสตรี สภษ 31:31 จงให้ประชาชนที่ประตูเมืองสรรเสริญเธอเพราะการงานที่เธอทำ
สรุป
พระคัมภีร์ได้กล่าวยกย่องสตรีจำนวนมาก แสดงว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าให้เราเรียนรู้ที่จะยกย่องผู้เป็นสตรี
นักจิตวิทยาสำรวจพบว่า ทรัพย์สินเงินทองกลับไม่ใช่สิ่งยอดปรารถนาของคนทั่วไป แต่เป็นการได้รับการยกย่องนับถือในองค์กรหรือบริษัทที่ตนทำงานอยู่   เราควรเรียนรู้ว่าจะเอ่ยชมเมื่อใด และอย่างไร เพื่อให้คำชมของเรานั้นเกิดผลในเชิงบวก มีข้อแนะนำดังนี้      (1) มองหาข้อดีที่ น่าชื่นชม  (2) ชมเชยแม้เรื่องเล็กน้อย (3) ชมเชยด้วยความจริงใจ  (4) ชมเชยอย่างมีเหตุผล ไม่พร่ำเพรื่อ  (5) ชมเชยอย่างยุติธรรม

“จงฝึกชมเชยคนในบ้าน ในคริสตจักร และรอบๆ ตัว แล้วชีวิตจะสดใสมีความสุขมากยิ่งขึ้น”