วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561

อนุชน (คน) ที่พระเจ้าทรงใช้ทำการใหญ่ 1 ซามูเอล 17:1-50


โครงร่างคำเทศนา วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018
พระธรรม                 1 ซามูเอล  17:1-50
หัวเรื่อง                     อนุชน (คน) ที่พระเจ้าทรงใช้ทำการใหญ่
คำนำ                      องค์การสหประชาชาติได้กำหนดเดือนกันยายน เป็นวันเยาวชน เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักในหน้าที่ต่อตนเอง ครอบครัวสังคมและประเทศชาติ ประเทศไทยได้กำหนดวันที่ 20 กันยายน เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ
วันนี้เราจะมาเรียนรู้ชีวิตของเยาวชนตัวเล็กๆ คนหนึ่งในพระคัมภีร์ ที่ในสายตาชองมนุษย์มักจะมองข้าม แต่เขาได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า แม้จะเป็นเยาวชนแต่โดยพระเจ้าจึงสามารถทำการใหญ่ได้   คือเรื่องราวของดาวิดที่ครั้งหนึ่งเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะ แต่โดยพระเจ้าเขาสามารถพิชิตศัตรูอย่างโกลิอัท ผู้ที่ไม่มีทหารของอิสราเองแม้แต่คนเดียวกล้าออกไปต่อสู้
เยาวชน (และเราทุกคน) แม้จะดูว่าเป็นเด็กหนุ่มในสายตามนุษย์ แต่โดยพระเจ้าเราจะสามารถทำการใหญ่เพื่อพระเจ้าได้ วันนี้เราจะเรียนรู้จากชีวิตของดาวิด ว่าเขามี “คุณลักษณะชีวิต” อย่างไรจึงสามารถทำการใหญ่ได้
คำว่า “ทำการใหญ่” หมายความว่า เราจะได้ทำในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น ในหน้าที่ อาชีพการงาน และการรับใช้พระเจ้า   เหมือนอย่างดาวิด
1.            ด้านความรับผิดชอบต่อหน้าที่
เพราะความรับผดชอบคือคุณลักษณะที่จะทำให้เราได้เจรญเตบโตในหน้าที่การงาน อาชีพและการรับใช้พระเจ้าเหมือนอย่างดาวด
1.1.         ฐานะลูกที่ต้องดูแลฝูงแกะของบิดา ( ซมอ 16:11, 17:34)
11แล้วซามูเอลกล่าวแก่เจสซีว่า   “บุตรชายของท่านอยู่ที่นี่หมดแล้วหรือ”   เจสซีตอบว่า   “ยังมีคนสุดท้องอีกคนหนึ่ง   ดูเถิด  เขากำลังเลี้ยงแกะอยู่”   และซามูเอลกล่าวแก่เจสซีว่า   “จงใช้คนไปตามเขามา   เพราะเราจะไม่ยอมนั่งจนกว่าเขาจะมาที่นี่”
34แต่ดาวิดทูลซาอูลว่า   “ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเคยดูแลแพะแกะของบิดา   และเมื่อมีสิงห์หรือหมีมาเอาลูกแกะตัวหนึ่งไปจากฝูง
หน้าที่ต่อครอบครัวของเราคืออะไร ..... ในแต่ละช่วงอายุหน้าที่จะเปลี่ยนไป และจะมากขึ้นๆ แต่เราต้องเป็นคนที่มีความรับผดชอบ
1.2.         ฐานะน้องที่ต้องรับผิดชอบคอยส่งเสบียงให้พี่ชาย  (1 ซมอ 17:17-20)
17เจสซีสั่งดาวิดบุตรของตนว่า   “ข้าวคั่วนี้เอฟาห์หนึ่ง  และขนมปังสิบก้อนนี้   อันจัดไว้ให้พวกพี่ชายของเจ้า   จงเอาไปให้พี่ชายของเจ้าที่ค่ายเร็วๆ 18และจงนำเนยแข็งสิบชิ้นนี้ไปให้ แก่ผู้บังคับกองพันของเขาด้วย   ดูว่าพี่ชายของเจ้าทุกข์สุขอย่างไร   แล้วรับของฝากมาจากเขาบ้าง”    19ฝ่ายซาอูลกับเขาทั้งหลายและคนอิสราเอลทั้งปวง   อยู่ที่หุบเขาเอลาห์สู้รบกับคนฟีลิสเตียอยู่ 20ดาวิดจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด   และทิ้งแกะไว้กับผู้ดูแล   นำเสบียงอาหารเดินทางไปตามที่เจสซีได้บัญชาแก่เขา   และเขาก็มาถึงเขตค่าย   ขณะเมื่อกองทัพกำลังยกออกไปสู่แนวรบ   พลางร้องกราวศึก
ต่อคนในครอบครัวเราก็ต้องไม่ขาดตกบกพร่อง ในการเลือกมัคนายกของครสตจักร เปาโลได้กำชับว่าจะต้องเป็นคนที่ดูแลเอาใจใส่คนในครัวเรือนของตนได้ดี เพราะถ้าดูและคนในครัวเรือนของตนไม่ได้จะไปดูแลครสตจักรของพระเจ้าได้อย่างไร  ดังนั้นเรามีความรับผดชอบต่อคนในครอบครัวของเราด้วย ทั้งพ่อแม่ พี่น้องและต่อตนเอง
1.3.         ฐานะพลเมืองของประเทศอาสาสู้รบ (1 ซมอ 17:32)
32ดาวิดก็ทูลซาอูลว่า   “อย่าให้จิตใจของผู้ใดฝ่อไปเพราะชายคนนั้นเลย   ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทจะไปสู้รบกับคนฟีลิสเตียคนนี้”
ต่อบ้านเมืองบางครั้งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ   บางครั้งเป็นเรื่องการอาสาทำ    การที่เราอาสาทำนั้นอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าส่งที่เราทำไม่ดีหรือล้มเหลว เพราะอาจไม่สำเร็จเพียงหนึ่งครั้งแต่ใครจะรู้ว่าภายภาคหน้าอาจจะเป็นคุณอย่างมากมาย  ดังนั้น  กาลาเทีย 6:9:  อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี   เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว   เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร
2.            ด้านความสัมพันธ์กับพระเจ้า
ส่งที่ครสเตียนเราแตกต่างจากคนอื่นๆ ก็คือเรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า และความสัมพันธ์นี้จะส่งผลให้เราได้รับพระพรทั้งในฝ่ายวญญาณและในฝ่ายโลกนี้  เหมืออย่างที่ดาวดมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าในที่สุดเราเห็นว่าเขาได้เป็นกษัตรย์ที่ย่งใหญ่มากของชนชนตอสราเอล
2.1.         สนิทสนมกับพระเจ้า (1 ซมอ 16:18)
18คนหนึ่งในพวกชายหนุ่มทูลว่า   “ดูเถิด   ข้าพระบาทเห็นบุตรคนหนึ่งของเจสซีชาวเบธเลเฮม   เป็นผู้มีฝีมือในการดีดพิณ   เป็นคนกล้าหาญ   เป็นนักรบ  พูดเก่ง   และเป็นคนมีหน้าตาดี   และพระเจ้าทรงสถิตกับเขา” 
คนอื่นๆ ก็ยังกล่าวขานถึงดาวดว่าตดสนทกับพระเจ้า หรือพระเจ้าทรงสถดกับดาวด  เป็นความสนทสนมในฝ่ายวญญาณ   ให้ชื่อเสียงของเราเป็นเช่นนี้
2.2.         รักในการนมัสการพระเจ้าเป็นชีวิตจิตใจ (สดุดี 104:33-34)
33ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใด  ข้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า    ขณะข้ายังเป็นอยู่  ข้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้า    34ขอการภาวนาของข้าเป็นสิ่งที่พอพระทัย  ข้าเปรมปรีดิ์ในพระเจ้า  
ดาวดได้รับการยกย่อมมากในเรื่องรักพระเจ้าและรักที่จะนมัสการพระเจ้าเป็นชีวตจตใจ ขณะเป็นเด็กลี้ยงแกะ เขาก็เล่นพนและร้องเพลงนมัสการพระเจ้า จนแต่บทเพลงสดุดีบทที่ 23 ขึ้นมาด้วยความซาบซึ้งในการเลี้ยงดูของพระเจ้า   ขอหนุนใจอนุชนและพี่น้องทุกคนให้เอาใจใส่กับการนมัสการพระเจ้า แล้วความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าจะแนบแน่นมากขึ้นๆ
2.3.         รักพระธรรมของพระเจ้า (สดุดี 119:97, 103, 105)
97แหม  ข้าพระองค์รักพระธรรมของพระองค์จริงๆเป็นคำภาวนาของข้าพระองค์วันยังค่ำ 103พระดำรัสของพระองค์นั้น  ข้าพระองค์ชิมแล้วหวานจริงๆ หวานกว่าน้ำผึ้งเมื่อถึงปากข้าพระองค์   105พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์   และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์  
สามอย่างที่เราต้องเป็นคือ  รัก  กน  และทำตามพระวจนะของพระเจ้า เพราะดาวดได้ทำอย่างนี้แล้วเราเห็นว่า พระเจ้าอวยพระพรให้เขาเจรญก้าวหน้าในชีวต หน้าที่การงานและการรับใช้พระเจ้า
3.            ด้านการรับใช้พระเจ้า
นี่คือหน้าที่ของครสเตียนทุกคน  เรามีหน้าที่ในการรับใช้พระเจ้าตามของประทานที่พระวญญาณประทานให้ตามน้ำพระทัยของพระองค์  คนที่ทำเพื่อพระเจ้า พระเจ้าจะทรงตอบแทนแน่นอน
3.1.         มีความร้อนรนเพื่อพระนามพระเจ้า (1 ซมอ 17:26, 32)
26และดาวิดกล่าวแก่ชายคนที่ยืนอยู่ข้างเขาว่า     “เขาจะทำอย่างไรแก่คนที่ฆ่าคนฟีลิสเตียคนนี้ได้   และนำเอาความเหยียดหยามอิสราเอลไปเสีย   คนฟีลิสเตียผู้มิได้เข้าสุหนัตคนนี้คือใครเล่า   เขาจึงมาท้าทายกองทัพของพระเจ้าอยู่”
32ดาวิดก็ทูลซาอูลว่า   “อย่าให้จิตใจของผู้ใดฝ่อไปเพราะชายคนนั้นเลย   ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทจะไปสู้รบกับคนฟีลิสเตียคนนี้”
ความร้อนรนเป็นท่าทีในฝ่ายวญญาณที่เราจะทำเพื่อพระเจ้า ไม่ว่ามีงานรับใช้ใดๆ เราต้องมีท่าทีแบบนี้ก่อน ส่วนจะมีส่วนในการรับใช้มากหรือน้อยนั้นสุดแต่กำลังของเราเอง  เพราะพระเจ้าไม่ได้บังคับและไม่จำเป็นต้องทำเพราะความเกรงใจ  เพราะจะขาดสันตสุขในส่งนั้นๆ
ดาวดมีความสุขมาก เมื่อมีใจที่รอนรนเพื่อพระเจ้า แม้พวกพี่ชายจะว่าดาวดก็ตาม แต่เพื่อพระเจ้าเขาแสดงออกถึงความร้อนรน
3.2.         ­มีความเชื่อไว้วางใจพระเจ้า (1 ซมอ 17:34-37)
34แต่ดาวิดทูลซาอูลว่า   “ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเคยดูแลแพะแกะของบิดา   และเมื่อมีสิงห์หรือหมีมาเอาลูกแกะตัวหนึ่งไปจากฝูง 35ข้าพระบาทก็ไล่ตามฆ่ามัน   และช่วยกู้ลูกแกะนั้นมาจากปากของมัน   ถ้ามันลุกขึ้นต่อสู้ข้าพระบาท   ข้าพระบาทก็จับหนวดเคราของมัน   และทุบตีมันจนตาย 36ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทได้ฆ่าสิงห์และหมีนั้นมาแล้ว   คนฟีลิสเตียผู้มิได้เข้าสุหนัตคนนี้ก็เป็นเหมือนสัตว์เหล่านั้น ตัวหนึ่ง   ด้วยเขาได้ท้าทายกองทัพของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” 37และดาวิดทูลต่อไปว่า   “พระเจ้าผู้ทรงช่วยกู้ข้าพระบาทจากขยุ้มเท้าของสิงห์   และจากขยุ้มเท้าของหมี   จะทรงช่วยกู้ข้าพระบาทจากมือของคนฟีลิสเตียคนนี้”   และซาอูลจึงตรัสแก่ดาวิดว่า   “จงไปเถอะ  และพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับเจ้า”
การรับใช้พระเจ้าของเราต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อวางใจในพระเจ้า แล้วจะเห็นการเกดผลแน่นอน  ทั้งงานรับใช้และชีวต หน้าที่การงานของเราก็จะเกดผลด้วย
3.3.         มีความชัดเจนในวิธีการ (น้ำพระทัย) ของพระเจ้า (1 ซมอ 17:38-40, 45-49)
38แล้วซาอูลก็ทรงเอาเครื่องอาวุธของพระองค์สวมให้ดาวิด   ทรงสวมหมวกทองสัมฤทธิ์บนศีรษะของเขา   และสวมเสื้อเกราะให้เขา 39และดาวิดก็คาดดาบทับเครื่องอาวุธ   เขาลองเดินดูก็เห็นว่าใช้ไม่ได้   เพราะเขาไม่ชิน  แล้วดาวิดจึงทูลซาอูลว่า   “ข้าพระบาทจะสวมเครื่องเหล่านี้ไปไม่ได้   เพราะว่าข้าพระบาทไม่ชิน”   ดาวิดจึงปลดออกเสีย 40แล้วจึงถือไม้เท้าไว้   และเลือกก้อนหินเกลี้ยงจากลำธารได้ห้าก้อน   จึงใส่ในย่ามผู้เลี้ยงแกะของเขาในถุงของ เขาและมือถือสลิงอยู่   ท่านก็เข้าไปใกล้คนฟีลิสเตียคนนั้น
45แล้วดาวิดก็พูดกับคนฟีลิสเตียคนนั้นว่า   “ท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยดาบ  ด้วยหอกและด้วยหอกซัด   แต่ข้าพเจ้ามาหาท่านในพระนามแห่งพระเจ้าจอมโยธา   พระเจ้าแห่งกองทัพอิสราเอล   ผู้ซึ่งท่านได้ท้าทายนั้น 46ในวันนี้พระเจ้าจะทรงมอบท่านไว้ในมือข้าพเจ้า   และข้าพเจ้าจะประหารท่านและตัดศีรษะของท่านเสีย   และในวันนี้ข้าพเจ้าจะให้ศพของกองทัพฟีลิสเตีย แก่นกในอากาศและแก่สัตว์ป่า   เพื่อทั้งพิภพนี้จะทราบว่ามีพระเจ้าพระองค์หนึ่งในอิสราเอล 47และชุมนุมชนนี้ทั้งสิ้นจะทราบว่า   พระเจ้ามิได้ทรงช่วยด้วยดาบหรือด้วยหอก   เพราะว่าการรบครั้งนี้เป็นของพระเจ้า   พระองค์จะทรงมอบท่านไว้ในมือของเราทั้งหลาย”  48อยู่มาเมื่อคนฟีลิสเตียคนนั้นลุกขึ้นเข้ามาใกล้เพื่อ ปะทะดาวิด   ดาวิดก็วิ่งเข้าหาแนวรบเพื่อปะทะกับคนฟีลิสเตียคน นั้นอย่างรวดเร็ว 49และดาวิดเอามือล้วงเข้าไปในย่ามหยิบหินก้อน หนึ่งออกมา   แล้วเหวี่ยงหินก้อนนั้นด้วยสายสลิงถูกคนฟีลิสเตียคนนั้น ที่หน้าผาก   ก้อนหินจมเข้าไปในหน้าผากเขาก็ล้มหน้าคว่ำลงที่ดิน
สรุป        เราสามารถเป็นคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้ทำการใหญ่ได้ ทั้งเพื่อพระเจ้า เพื่อครอบครัว เพื่อสังคม และเพื่อประเทศชาติ  ไม่ว่าเราจะเป็นเด็ก อนุชน หรือผู้ใหญ่ก็ตาม  จงเริ่มสร้างคุณลักษณะชีวิตที่พร้อมสำหรับทำการใหญ่ตั้งแต่วันนี้ แล้วพระเจ้าจะให้เราทำการใหญ่ เหมือนที่พระเจ้าให้ดาวดทำอย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เติบโตขึ้นในความรักอย่างพระคริสต์ เอเฟซัส 3:18 - 19





โครงร่างคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2018

หัวเรื่อง            เติบโตขึ้นในความรักอย่างพระคริสต์
พระธรรม        เอเฟซัส  3:18 - 19
18ข้าพเจ้าทูลขอให้ท่านสามารถเข้าใจร่วมกับธรรมิกชนทั้งหมดถึงความกว้าง ความยาว ความสูง และความลึก 19คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อพวกท่านจะได้รับความบริบูรณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม
คำนำ
อาจารย์เปาโลได้อธิษฐานเผื่อพี่น้องที่เอเฟซัส ให้เขามีความสามารถร่วมกับธรรมกิชนทั่วโลกเพื่อจะเข้าใจและเติบโตขึ้นในความรักของพระคริสต์ วันนี้เราจะมาใคร่ครวญถึง “ลักษณะความรักของพระคริสต์” และทรงเรียกร้องให้เราเติบโตขึ้นในความรักอย่างพระคริสต์
1.              ความรักของพระเยซูคริสต์เป็นความรักสากล ยน 3.16, อฟ 2.1,4
16พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
1ท่านทั้งหลายตายโดยการละเมิดและการบาปของท่าน 4แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของ
1.1.       หมายถึง  พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคนเสมอภาคกันในฐานะมนุษย์ที่สร้างตามอยางพระฉายาของพระองค์ ทั้งคนชอบธรรมและคนอธรรม
1.2.       ข้อเรียกร้องคือ  จงรักเพื่อบ้านเหมือนรักตนเอง มธ 22.37 - 39
37พระเยซูทรงตอบเขาว่า “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่านด้วยสุดจิตของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน 38นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อสำคัญอันดับแรก 39ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
2.              ความรักของพระเยซูคริสต์เป็นความรักที่ยอมเสียสละ ฟป 2.6-8, รม 5.6-8, 1 ยน 3.16
6ผู้ทรงสภาพเป็นพระเจ้า ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้ 7แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์ 8พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งมรณาบนกางเขน
6ขณะเมื่อเรายังอ่อนกำลัง พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อคนอธรรมในเวลาที่เหมาะสม 7อันที่จริง มีน้อยคนนักจะยอมตายเพื่อคนชอบธรรม แต่บางทีจะมีคนยอมตายเพื่อคนดีก็ได้ 8แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา 9
2.1.       หมายถึง  ด้วยความรักมนุษย์พระองค์จึงทรงยอมสละพระองค์เองเพื่อจะเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป
2.2.       ข้อเรียกร้องคือ  ให้เรายอมสละชีวิตเพื่อพี่น้อง รม 1.14-15 โดยขนขวายประกาศข่าวประเสริฐ
14ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกกรีกและชาติอื่นๆ ด้วย เป็นหนี้ทั้งพวกนักปราชญ์และคนที่ไม่มีการศึกษาด้วย 15ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขวนขวายที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกท่านที่อยู่ในกรุงโรมด้วย
3.              ความรักของพระเยซูคริสต์เป็นความรักที่หวงแหน มธ 22.37,
37พระเยซูทรงตอบเขาว่า “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่านด้วยสุดจิตของท่าน และด้วยสุดความคิดของท่าน
3.1.       หมายถึง  พระองค์ทรงเรียกร้องจากประชากรของพระองค์ให้ตอบสนองถึงความรักที่พระองค์ทรงรักเราอย่างหมดหัวใจ
3.2.       ข้อเรียกร้องคือ   ยอมเชื่อฟังเยซูคริสต์เหมือนภรรยายอมเชื่อฟังสามี อฟ 5.22-33
22ส่วนภรรยาจงยอมเชื่อฟังสามีของตน เหมือนยอมเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า 23เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ โดยพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด 24คริสตจักรยอมเชื่อฟังพระคริสต์อย่างไร ภรรยาก็ควรยอมเชื่อฟังสามีทุกประการอย่างนั้น
4.              ความรักของพระเยซูคริสต์เป็นความรักที่มั่นคงนิรันดร์  รม 8.35-39
35แล้วใครจะให้เราขาดจากความรักของพระคริสต์ได้?     จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ?  37แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย 38เพราะข้าพเจ้าแน่ใจว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย 39หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถทำให้เราขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้
4.1.       หมายถึง   ความรักที่พระองค์ทรงรักเรานั้นไม่มีใครสามารถทำลายหรือแย่งชิงไปได้ ไม่มีอะไรทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระองค์ (ไม่เปลี่ยนแปลง)
4.2.       ข้อเรียกร้องคือ  ยน 15.9-10 เข้าสนิทในความรักพระองค์
9พระบิดาทรงรักเราอย่างไร เราก็รักพวกท่านอย่างนั้น จงติดสนิทอยู่กับความรักของเรา 10ถ้าพวกท่านประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะติดสนิทอยู่กับความรักของเรา เหมือนอย่างที่เราประพฤติตามบัญญัติของพระบิดาและติดสนิทอยู่กับความรักของพระองค์
5.              ความรักของพระเยซูคริสต์เป็นความรักที่สดใหม่เสมอ  อฟ 3.19, พคค 3.22-23
19คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อพวกท่านจะได้รับความบริบูรณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม
22ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง    และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด    23เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า   ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก  
5.1.       หมายถึง  ความรักที่พระเจ้าทรงรักเรานั้นไม่เคยจืดจาง แต่หวานซึ่งอยู่เสมอทุกๆ วัน
5.2.       ข้อเรียกร้องคือ  บอกรักพระองค์ทุกๆ วัน   (ตัวอย่าง “ชายแปลกหน้าผู้มาเยือนคริสตจักร)
สรุป        “ผู้ที่เข้าใจในความรักของพระคริสต์  จึงจะเติบโตขึ้นในความรักอย่างพระคริสต์”
เพลงตอบสนอง      “โอ้พระองค์เจ้าเราเข้ามา”
ชายแปลกหน้าผู้มาเยือนคริสตจักร
ศิษยาภิบาลเรียนบทเรียนหนึ่งด้วยความรัก จากชายแปลกหน้าผู้มาเยือนคริสตจักร วันหนึ่งศิษยาภิบาลเดินทางผ่านคริสตจักรของเขาเองในตอนเที่ยง จึงคิดจะแวะดูสักนิดว่าจะมีใครมาอธิษฐานในคริสตจักรไหม ทันไดนั้นเอง ประตูหลังก็เปิดออกพร้อมกับชายคนหนึ่งเดินเข้ามาตามทางเดิน ศิษยาภิบาลหน้านิ่วถมึงทึงด้วยความไม่พอใจ  ชายคนนี้ไม่ได้โกนหนวดเครา เสื้อเชิ้ตออกจะเก่าซอมซ่อ เสื้อนอกก็ขาดวิ่นและหลุดลุ่ยเขาคุกเข่าลง และก้มศีรษะ  จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินจากไปหลายวันต่อมา ตอนเที่ยงหมอนี่ก็โผล่มาที่คริสตจักรอีกเป็นประจำ ในแต่ละครั้งเขาจะมาคุกเข่าอยู่สักครู่หนึ่ง มีกล่องอาหารกลางวันบนหน้าตักแน่นอน! ศิษยาภิบาลตั้งข้อระแวงว่า หมอนี่คงเป็นพวกหัวขโมยแน่ๆ!!! เขาตัดสินใจเข้าไปคุยกับชายผู้นี้ คุณมาทำอะไรที่นี่หรือ?” ชายแก่จึงเล่าให้ฟังว่าเขาทำงานที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายนี้ มีเวลาพักเที่ยงครึ่งชั่วโมง และเวลาเที่ยงเป็นเวลาอธิษฐานเพื่อเขาจะได้รับเรี่ยวแรงและฤทธิ์เดช  ผมอยู่ได้เพียงชั่วครู่เพราะโรงงานอยู่ไกลมาก เมื่อผมคุกเข่าลงและพูดกับองค์พระผู้เป็นเจ้าผมจะบอกอย่างนี้ว่า  องค์พระผู้เป็นเจ้าผมเข้ามาอีกครั้งเพื่อจะบอกพระองค์ว่า ผมมีความสุขมากแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกันและพระองค์ทรงยกโทษบาปของผม  ผมอธิษฐานไม่ค่อยเก่งนักแต่ผมคิดถึงพระองค์ทุกวันพระเยซู  ผม-จิมมารายงานตัววันนี้
ศิษยาภิบาลรู้สึกกระอักกระอวนกับความเขลาของตนจึงบอกจิมไปว่า เขาสามารถมาที่นี่และอธิษฐานได้ทุกเวลา  ครั้นได้เวลาจากกันจิมส่งยิ้มให้และกล่าว ขอบคุณพร้อมกับเร่งรีบไปที่ประตู  ศิษยาภิบาลคุกเข่าตรงแท่นข้างหน้าอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน หัวใจที่เย็นชาของเขาหลอมละลายและอบอุ่นขึ้นด้วยความรัก เขาได้พบพระเยซูที่นั่น ในขณะที่น้ำตาไหลพรากอยู่นั้นภายในหัวใจของเขา ได้อธิษฐานตามอย่างเฒ่าจิมที่ว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าผมเข้ามาอีกครั้งเพื่อจะบอกพระองค์ว่าผมมีความสุขแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกัน และพระองค์ทรงยกโทษบาปของผม  ผมอธิษฐานไม่ค่อยเก่งนัก  แต่ผมคิดถึงพระองค์ทุกวัน  พระเยซูนี่ผมเอง มารายงานตัววันนี้"
บ่ายวันหนึ่งศิษยาภิบาลเริ่มสังเกตว่าจิมไม่ได้มาเหมือนเคย และเวลาผ่านไปอีกหลายวันโดยที่จิมไม่ได้ปรากฏตัวเขาเริ่มรู้สึกวิตก  ที่โรงงาน ศิษยาภิบาลมาถามหาชายชราชื่อจิมและได้ความว่า เขาป่วย   จึงตามไปเยี่ยม พยาบาลไม่อาจเข้าใจได้ว่า  เหตุใดจิม จึงดีใจอยู่เสมอทั้งที่ไม่มีดอกไม้เยี่ยมไข้  โทรศัพท์ หรือบัตรอวยพร ไม่มีใครสักคนมา   แต่น่าแปลกใจ  จิมอธิบายขึ้นด้วยรอยยิ้มละไมของชัยชนะ  " คุณพยาบาลไม่เข้าใจ   เธอไม่รู้หรอกว่าในครู่ใหญ่ๆของทุกเที่ยงวัน พระเยซูอยู่ที่นี่ เพื่อนรักของผม  คุณเห็นไหมว่าพระองค์กำลังนั่งอยู่  ทรงกุมมือผมไว้ โน้มเข้ามาใกล้และบอกว่า  เราเข้ามาอีกครั้งจิมเพื่อบอกเจ้าว่าเรามีความสุขมากแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกัน และเรายกโทษบาปของเจ้า เรารักที่จะฟังเจ้าอธิษฐานเสมอ และเราคิดถึงเจ้าทุกวันจิมเราคือเยซูมารายงานตัวในวันนี้


วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

การดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณเพื่อการเติบโต กาลาเทีย 5:16 – 17



โครงร่างคำเทศนา วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2018
ผู้เทศนา                                ศจ.เอนกชัย   พรมสวัสดิ์
หัวเรื่อง                 การดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณเพื่อการเติบโต
พระธรรม              กาลาเทีย  5:16 – 17
คำนำ                      ครั้งก่อนได้แบ่งปันเรื่องถึงสัญญาณของการเติบโตฝ่ายวิญญาณอย่างหนึ่งก็คือ ผลของพระ
ญญาณที่เกิดขึ้นในชีวิตคริสเตียน  วันนี้เราจะใคร่ครวญต่อถึงการดำเนินชีวิตตามพระ
วิญญาณเพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณ
1.              อะไรคือการดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ
1.1.       หมายถึงการยอมให้พระวิญญาณเป็นผู้นำและเราเป็นผู้ตาม (สดด 143:10)
1.2.       ความหมายตรงกันข้ามคือ ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางเพื่อตอบสนองความต้องการของเนื้อหนัง (กท 5:16)  ปัญหาของเราในปัจจุบัน เราเอาความคิด เหตุผลของโลกมาแทนที่การทรงนำของพระวิญญาณ
1.3.       ดังนั้น จึงหมาถึงการยอมให้พระวิญญาณ (พระเจ้า) เป็นผู้นำวิถีความคิด คำพูด และพฤติกรรมของเราตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่ใช่ตามวิถีของตัณหาของเนื้อหนัง
2.              ความสำคัญของการดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ
2.1.       เพราะโดยพระวิญญาณเราจึงมีชีวิตใหม่ (กท 5:22, ทต 3:5, รม 8:14)
2.2.       เพราะพระวิญญาณทรงเป็นมัดจำของการรับมรดก (อฟ 1:13-14)
2.3.       เพราะโดยพระวิญญาณทำให้เราสามารถรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า  (ยน 14:25-26, สดด 143:10, 1 คร 2:9-11)
2.4.       เพราะพระวิญญาณจะทรงอธิษฐานแทนเราในเวลาคับขัน  (รม 8:26-27)
2.5.       เพราะพระวิญญาณเป็นศรัตรูกับการงานของเนื้อหนัง  (กท 5:17, รม 8.7)
3.              จะดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณอย่างไร
3.1.       ยอมรับเชื่อพระนามของพระเยซูคริสต์ สำหรับผู้ที่ยังไม่เชื่อ  (รม 8:9,14-16)
3.2.       ปฏิเสธความต้องการของเนื้อหนัง  (กท 5:16-18, รม 8:9)
3.3.       สนใจในสิ่งที่เป็นของพระวิญญาณ (รม 8:5-6)
3.4.       รับการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ 1:8, 2:1-3)
3.5.       รับใช้ตามของประทานที่พระวิญญาณประทานให้ (1 คร 12:4,8,11)
สรุป
ชีวิตคริสเตียนไม่สามารถเติบโตได้โดยการตอบสนองความต้องการของเนื้อหนัง แต่โดยการดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณนั้นจะทำให้เราเติบโตขึ้นสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ (ขอพระวิญญาณประทานเสรี)


วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ผลของพระวิญญาณสัญญาณของการเติบโต กาลาเทีย 5:22-24


โครงเรื่องคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2018
ผู้เทศนา              ศจ.เอนกชัย   พรมสวัสดิ์
หัวเรื่อง               ผลของพระวิญญาณสัญญาณของการเติบโต
พระธรรม           กาลาเทีย  5:22-24
คำนำ
ผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ได้รับการไถ่แล้วจากการเป็นทาสบาปและการงานของเนื้อหนัง จึงเรียกร้องให้ดำเนินชีวิตใหม่นี้ตามการทรงนำของพระวิญญาณไม่ใช่การงานของเนื้อหนังอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเราเกิดผลของพระวิญญาณ และผลของพระวิญญาณนี้เป็นสัญญาณของการเติมโตของคริสเตียน
โครงเรื่อง
1.              อะไรคือผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์
1.1.       คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในเราทรงสร้างคุณลักษณะและอุปนิสัยของเราให้ให้เป็นเหมือนพระองค์
1.2.       ผลของพระวิญญาณในข้อ 22-23  และอีกมากมาย
1.3.       ผลของพระวิญญาณนั้นตรงกันข้ามกับการงานของเนื้อหนัง (19-21)
2.              ทำไมคริสเตียนจึงต้องมีผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์
2.1.       เพราะเราได้รับการไถ่แล้วโดยการตรึงที่กางเขนของพระเยซูคริสต์ 1,13,16,24
2.2.       เพราะพระวิญญาณที่อยู่ในเราเป็นศัตรูกับการงานของเนื้อหนัง 17
2.3.       เพราะเป็นคุณลักษณะและอุปนิสัยของคนในแผ่นดินสวรรค์ 21
3.              ทำอย่างไรให้ชีวิตมีผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์
3.1.       ถามตนเองว่าชีวิตเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือยัง (บังเกิดใหม่)
3.2.       ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ 16,25
3.3.       ปฏิเสธความต้องการของเนื้อหนัง (แค่ปฏิเสธผลของพระวิญญาณก็เกิดขึ้นแล้ว) 17
สรุป
สัญญาณที่บ่งบอกได้ว่า เรากำลังเติบโตสู่ความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณก็คือ การที่เรายอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงสร้างคุณลักษณะและอุปนิสัยของเรา ให้เป็นเหมือนพระองค์ นั่นก็คือผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเรา              (เพลงตอบสนอง เชิญพระวิญญาณ / เมื่อมองดูความบริสุทธิ์)



วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561

การเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์

https://www.facebook.com/chiangraigracechurch/videos/1643725679037974/
โครงเรื่องคำเทศนา วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2018
หัวเรื่อง                 การเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์
ข้อพระธรรม        1 เปโตร 1:15-16
“แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์   ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ 16ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า   ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์  เพราะเราบริสุทธิ์ 
คำนำ
ในพระคัมภีร์ข้อนี้กล่าวถึง หลักในการดำเนินชีวิตคริสเตียนคือ ประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ ความบริสุทธิ์แบ่งออกเป็นสองด้าน หนึ่งคือการชำระให้บริสุทธิ์ (เกี่ยวกับความรอด) เราได้รับเมื่อบังเกิดใหม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ครั้งเดียวเท่านั้น สองคือความบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิต ตลอดชีวิตของเราที่เราจะต้องรับการสร้าง เติบโตสู่ความบริสุทธิ์ (เกี่ยวกับความโปรดปราณของพระเจ้า)
1.              อะไรคือการเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์
1.1.       คือการเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า
1.2.       คำว่า “บริสุทธิ์” ในภาษาเดิมหมายถึง “การแบ่งแยกไว้เพื่อพระเจ้า” ยน 17.14,16
“เขาไม่ใช่ของโลก   เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก”
1.3.       ดังนั้นจึงมีความหมายสองด้านคือ หนึ่ง เป็นท่าทีภายในชีวิตคริสเตียนต่อความผิดบาป สองคือตัวของเราวิถีการดำเนินชีวิตของเราที่แบ่งแยกเพื่อพระเจ้า
2.              สาเหตุที่เราต้องเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์
2.1.         เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกเรานั้นบริสุทธิ์ 1 เปโตร 1:15-16
“แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์   ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ 16ดังที่มีพระวจนะเขียนไว้แล้วว่า   ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์  เพราะเราบริสุทธิ์ 
ข้อเรียกร้องคือให้เราเป็นเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเป็น  ให้เราประพฤติบริสุทธิ์เหมือนกับที่พระเจ้าทรงบริสุทธิ์  พระเจ้าทรงแยกจากสิ่งทรงสร้างทั้งหมด  พระเจ้าทรงแยกจากรูปเคารพ  พระเจ้าทรงแยกจากความอธรรมทั้งสิ้นในพระองค์ไม่มีบาปเลย จึงทรงเรียกร้องจากเรา
2.2.         เพราะเราไม่ใช่ของโลก / ถูกแยกจากโลกแล้ว             ยอห์น 17:16-17
“เขาไม่ใช่ของโลก   เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก 17ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง   พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง”
ในข้อนี้กล่าวถึงสถานภาพใหม่ของเรา  แต่ก่อนเราเป็นของโลก แต่เดี๋ยวนี้เราเป็นของพระเจ้าแล้ว แต่ก่อนเราอยู่ในความมืด แต่เดี๋ยวนี้เราอยู่ในความสว่างแล้ว  แต่ก่อนเราอยู่ในบาปที่รำไปสู่ความตาย แต่เดี๋ยวนี้เราได้ชีวิตนิรันดร์แล้ว  แต่ก่อนเราประพฤติไร้สาระแต่เดี๋ยวนี้เรารับการไถ่จากการดำเนินชีวิตที่ไร้สาระแล้ว สถานภาพของเราเปลี่ยนใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์
2.3.         เพราะเราเป็นชนชาติบริสุทธิ์แด่พระเจ้า 1 เปโตร 2:9
9แต่พวกท่านเป็น พงศ์พันธุ์ที่ทรงเลือกสรร เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์  เป็นประชากรอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อให้พวกท่านประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกพวกท่านให้ออกมาจากความมืดเข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
ในข้อนี้ จะเน้นที่หน้าที่ของชนชาติบริสุทธิ์แด่พระเจ้า ประกาศความยิ่งใหญ่และสง่าราศี หรือความบริสุทธิ์ของพระเจ้า   การประกาศไม่ใช่เพียงแต่พูด แต่ประกาศด้วยความประพฤติที่บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ การเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์เป็นการประกาศพระสง่าราศีของพระเจ้า
ในพันธสัญญาเดิมได้กล่าวถึงความล้มเหลวของชนชาติอิสราเอล ในการประกาศพระสง่าราศีของพระเจ้า เหตุที่เขาล้มเหลวก็เพราะเขาประกาศแต่ปากแต่การประพฤติกลับตรงกันข้าม
คริสตจักรได้รับการไถ่แล้วด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ เป็นชนชาติบริสุทธิ์ที่มีหน้าที่ประกาศพระสง่าราศีของพระเจ้า “การเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์เป็นการประกาศพระสง่าราศีของพระเจ้า”
3.              จะเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์ได้อย่างไร
3.1.         พึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดำเนินตามพระวิญญาณบริสุทธิ์  กท 5.14-22
ผู้ที่อยู่ในเราคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็สำแดงออกในชีวิตของเราคือ   ส่วนผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดทน ความกรุณา ความดี ความซื่อสัตย์ 23ความสุภาพอ่อนโยน การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย   และข้อ 16,25 บอกเป็นเหมือนกันว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ  เพื่อเราจะไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง แต่เติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์เหมือนที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์ และผลของพระวิญญาณจะยิ่งเพิ่มพูนในชีวิตของเรา จะมีความสามารถบังคับตนได้
3.2.         เรียนรู้และดำเนินตามพระวจนะของพระเจ้า  ยอห์น 17: 17,19
17ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง คำตรัสของพระเยซูคริสต์ยืนยันได้ว่า การเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์ของคริสเตียนนั้นต้องยึดมั่นและดำเนินตามพระวจนะ หมายถึงเมื่อเราเชื่อพระวจนะประพฤติตามพระวจนะ ความประฤติของเราก็จะเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้น
3.3.         ลด ละ เลิก และหลีกหนีสิ่งอธรรมทั้งมวล  1 ทิโมธี 6:11, 2 ทิโมธี 2:22,  เอเฟซัส 4:17 ฝึกตนในทางของพระเจ้า 1 ทิโมธี 4:8
เมื่อชีวิตของเรามีพระวิญญาณทรงนำ มีพระวจนะเป็นบรรทัดฐานในการประพฤติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเราคือ การลด ละ เลิก หลีกหนีจากสิ่งอธรรมทั้งปวง แล้วหันมาฝึกตนเองในทางธรรมหรือในทางของพระเจ้า เช่นนี้เราจะเติบโตขึ้นในคงามบริสุทธิ์แน่นอน
สรุป
เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์   ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ   จงเริ่มต้นที่การปารถนาพระวจนะของพระเจ้าและฝึกฝนตนเองตามพระวจนะนั้น เพื่อเราจะประพฤติบริสุทธิ์พร้อมทุกประการ เติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตคริสเตียน
https://www.facebook.com/chiangraigracechurch/videos/1643725679037974/?t=27