วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ชัยชนะเหนือความกดดัน ฟิลิปปี 4. 4 - 7

โครงคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2022

พระธรรม                    ฟิลิปปี 4. 4 - 7

หัวเรื่อง :                     ชัยชนะเหนือความกดดัน

 


คำนำ

            สภาพเศรษฐกิจและสังคมทุกวันนี้ สร้างความกดดันมากมายจริงๆ แต่คริสเตียนสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะเหนือความกดดันได้ ด้วยการมอบภาระปัญหาที่กดดันนั้น ไว้กับพระเจ้า  ผู้ทรงสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อันเลวร้ายให้กลายเป็นพระพร   จากพระวจนะของพระเจ้าในตอนนี้  ให้เรามาใคร่ครวญอีกครั้ง ว่าจะเอาชนะความกดดันที่เกิดขึ้นได้อย่างไร...

โครงเรื่อง

1.        ต้องไม่ท้อแท้ในจิตใจ  (ข้อ 4)

1.1   โดยชื่นชมยินดีในพระเจ้า   ฮบก 3.18-19

1.2   ชื่นชมยินดีทุกเวลา  สดุดี  5:11  

1.3   จงชื่นชมยินดีเถิด    ฟิลิปปี 1:19  

2.        ต้องไม่ตระหนกตกใจ  (ข้อ 5)

2.1   เพราะเป็นโอกาสสำแดงความเชื่อออกมาต่อหน้าคนทั้งปวง

2.2   เพราะพระเจ้าทรงสถิตด้วย   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว   สดด 46.1, สดด 139

3.        ต้องไม่กระวนการวายใจ  (ข้อ 6)

3.1   เพราะพระเจ้าจะทรงฟังคำอธิษฐาน   สดุดี 31:7 , 139:2 , 139:4  

3.2   เพราะพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐาน    ลูกา 18.1-8, เยเรมีย์ 33.

สรุป    

ทุกคนมีความกดดัน ทุกๆ วันเราเผชิญกับความกดดัน  ทุกๆ การงานที่ทำมีความกดดัน  ให้เราเชื่อวางใจในพระเจ้าผู้ที่สามารถช่วยเราให้เอาชนะความกดดันได้

 

 

1.       ต้องไม่ท้อแท้ในจิตใจ  (ข้อ 4)

จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา   ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า   จงชื่นชมยินดีเถิด

            พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า ใจร่าเริง เป็นยาอย่างดี  หาดคริสเตียนเกิดความท้อแท้ในจิตในแล้ว เราคงไม่สามาถมีกำลังใจทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ เคล็ดลับแรกของการมีชัยชนะเหนือความกดดันคือ เราต้องไม่ย่อท้อหรือมีความท้อแท้ในจิตใจ

1.1  โดยชื่นชมยินดีในพระเจ้า ฮบก 3.18-19

เปาโลหนุนใจพี่น้องที่คริสตจักรเมืองฟิลิปปี  เนื่องจากพวกเขามีความกดดันจากรัฐบาลโรม เกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนา ขณะเดียวกันเปาโลเองก็ตกในที่นั่งลำบาก โดยถูกจองจำในคุกที่กรุงโรม  ทั้งสองเหตุการณ์นี้ สร้างแรงกดดันให้กับคริสตจักรฟิลิปปีเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่เปาโลหนุนในก็คือ ไม่ว่าความกดดันนี้จะมากหรือจะน้อย จะสั้นหรือจะยาว คริสตจักรของพระเจ้าต้องไม่ย่อท้อในจิตใจ  แต่ให้มีจิตใจที่ชื่นชมยินดีในพระเจ้า  การที่เราแสดงความชื่นชมยินดีในพระเจ้า ในสถาานการณ์ความกดดันเช่นนั้น เป็นการแสดงออกให้เห็นว่า เราเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้า   เรายอมรับในน้ำพระทัยของพระเจ้าทั้งที่ดี และทั้งที่ไม่ดี โดยเรายังสามารถขอบคุณพระเจ้า นมัสการพระเจ้าสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น   แม้มันจะสร้างความกดดันให้กับเรา และทำร้ายจิตใจ ความรู้สึกก็ตาม 

ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า  19 พระเยโฮวาห์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นกำลังของข้าพเจ้า พระองค์ทรงกระทำเท้าของข้าพเจ้าเหมือนอย่างตีนกวางตัวเมีย  พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้าเดินไปบนที่สูงทั้งหลายของข้าพเจ้า

            ฉะนั้นพระวจนะของพระเจ้าจึงกล่าวว่า จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อเราทั้งหลาย 

1.2  โดยชื่นชมยินดีทุกเวลา  (หมายถึงร้องเพลงนมัสการพระเจ้า)

สดุดี  5:11 แต่ให้คนทั้งปวงที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์นั้นเปรมปรีดิ์ ให้เขาร้องเพลงด้วยความชื่นชมยินดีอยู่เสมอ  และขอทรงป้องกันเขาไว้ เพื่อคนที่รักพระนามของพระองค์จะปรีดาปราโมทย์อยู่ในพระองค์

1.3  จงชื่นชมยินดีเถิด

ฟิลิปปี 1:19 ข้าพเจ้าจะมีความชื่นชมยินดีต่อไปด้วย เพราะข้าพเจ้ารู้ว่า โดยคำอธิษฐานของท่านและโดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณแห่งพระเยซูคริสต์นี้จะเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ารับการช่วยกู้

            ความทุกข์ยากลำบากหาใช่เป็นสิ่งที่เลวร้ายไม่  แท้จริงมันคือพระพร มันเป็นเครื่องมือในการฝึกคนของพระเจ้าให้มีความแข็งแกร่ง

            เลน่า มาเรีย  หญิงที่เกิดมาพร้อมกับความกดดันในชีวิต แขนและขาที่พิการตั้งแต่เกิด ความกดดันนั้นหาใช่เป็นของเธอเพียงคนเดียวไม่ แต่ทั้งผู้เป็นพ่อแม่ และญาติพี่น้องของเธอด้วย คำพูดประโยคหนึ่งของ    เลน่า มาเรีย เธอกล่าวว่า การที่ฉันเกิดมาในสภาพเช่นไรในสายตาคนอื่นนั้นไม่สำคัญ แต่การที่ฉันเป็นคนเช่นไรในสายพระเนตรพระเจ้าต่างหากที่สำคัญเธอสามารถเอาชนะความกดดันได้จนกลายเป็นพระพร เธอมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในฐานะนักกีฬาว่ายน้ำ  นักร้อง และอื่น ๆ

            ดังนั้นคริสเตียนไม่ควรท้อแท้ในจิตใจ แต่ให้เราชื่นชมยินดีในพระเจ้าทุกเวลา ชื่นชมในความทุกข์ยากลำบาก  เพราะหากเราไม่ย่อท้อแล้วเราก็มีกำลังที่จะเอาชนะความกดดันได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังเราทั้งหลาย

2.         ต้องไม่ตระหนกตกใจ  (ข้อ 5)

จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว

เคล็ดลับการมีชัยชนะเหนือความกดดันประการที่สองคือ ต้องไม่ตระหนกตกใจ  แต่จงมีสติสัมปชัญญะ เพราะเราจะพบหนทางในการแก้ไขสถานการณ์ที่มีความกดดันได้ การตระหนกตกใจ อาจทำให้เราเกิดความผิดพลาดได้ง่าย หรืออาจเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ จงอย่าตระหนกตกใจ เพราะว่า

2.1  เพราะเป็นโอกาสสำแดงความเชื่อออกมาต่อหน้าคนทั้งปวง

จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง

  เราสำแดงความเชื่อในพระเจ้าให้คนทั้งปวงเห็นได้ดีที่สุด ก็เมื่อเราต้องเผชิญกับความกดดันในชีวิต  ให้เราสำแดงความเชื่อในพระเจ้าออกมาไม่ใช่แสดงความตระหนกตกใจ จงอย่าตกใจ  แต่จงแสดงความเชื่อออกมาเป็นคำพูดและการกระทำต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อคนทั้งปวง

2.2  เพราะพระเจ้าทรงสถิตด้วย   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว

สดด 46.1  พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก

 

พระเจ้าของเราทรงเป็นองค์สัพพัญญู คือพระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่ง ทรงอยู่ทุกหนแห่ง  พระองค์จะทรงอยู่กับเราในทุกที่ทุกแห่งหนเช่นกัน  โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องเผชิญกับความกดดัน  (สดด 139)

            ในครอบครัวหนึ่งมีลูกสาวอยู่สองคน คุณแม่ทำงานไกลบ้าน กว่าจะกลับก็มืดค่ำ เด็กหญิงทั้งสองต้องอยู่กับพ่อหลังจากโรงเรียนเลิก  ทั้งสองจะเล่นในบ้านอยู่เป็นประจำทุกวันอย่างมีความสุข เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เด็กทั้งสองรู้สึกกลัวเนื่องจากความเงียบ จึงร้องเรียกหาคุณพ่อ  คุณพ่อ ๆด้วยเสียงที่เกิดจากความตกใจ  พ่ออยู่นี่ลูก   เมื่อเด็กทั้งสองรู้ว่าพ่ออยู่ใกล้แม้จะไม่เห็นก็ตาม ทั้งสองจึงเล่นต่อไปอย่างมีความสุข เพราะรู้ว่าพ่อไม่ได้ทิ้งไว้โดยลำพัง แต่คุณพ่ออยู่ใกล้ ๆ นี่เอง

พี่น้องทั้งหลาย  พระเจ้าทรงอยู่กับเรา ทรงอยู่ใกล้ ๆ เรานี่เอง พระองค์ทรงคอยปกป้องและอุ้มชูเรา แม้ว่าเราจะต้องเผชิญกับความกดดันในชีวิตประจำวัน   จงจำไว้ว่า อย่าตระหนกตกใจ  เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเราแล้ว  พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของเราแล้ว

 

3.       ต้องไม่กระวนการวายใจ  (ข้อ 6)

อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย   แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า   ด้วยการอธิษฐาน   การวิงวอน   กับการขอบพระคุณ

3.1   เพราะพระเจ้าจะทรงฟังคำอธิษฐาน

พระคำของพระเจ้าบอกชัดเจนว่า ให้เราทูลเรื่องความปารถนาของเราต่อพระองค์  อธิษฐานบอกกับพระองค์  เพาระพระองค์ทรงทราบถึงความปารถนาของเรา  เพียงแต่เราบอกความรู้สึก บอกความต้องการ  

สดุดี 31:7 ข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์และยินดีในความรักมั่นคงของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงทอดพระเนตรความทุกข์ใจของข้าพระองค์พระองค์ทรงทราบเรื่องความทุกข์ยากของข้าพระองค์

สดุดี139:2 เมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้นพระองค์ทรงทราบพระองค์ทรงประจักษ์ในความคิดของข้าพระองค์ได้แต่ไกล

สดี139:4 ข้าแต่พระเจ้า แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูดพระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว

 

เมื่อท่านทั้งหลายต้องเผชิญความกดดันในการดำเนินชีวิต อาจทำให้ท่านขาดสันติสุข กระสับกระส่าย จงอธิษฐานบอกกับพระเจ้า  เพราะพระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านอยู่

3.2    เพราะพระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐาน

อุปมา มีเจ้าเมืององค์หนึ่ง เป็นกษัตริย์ที่โหดร้าย และอยุติธรรม   มีหญิงหม้ายคนหนึ่งมาของให้ท่านประทานความยุติธรรม ฝ่ายเจ้าเมืองนั้นไม่ทำอะไรจนช้านาน  แต่ภายหลังเขานึกในใจได้ว่า  แม้เราจะไม่ยำเกรงพระเจ้า ไม่เกรงใจมนุษย์  แต่เพราะแม่หม้ายคนนี้มากวนใจเราให้ลำบาก เราจะให้ความยุติธรรมแก่นาง เพื่อมิให้นางมารบกวนเราบ่อย ๆ ให้รำคราญใจ   (ลูกา 18.1-8)

            พระเจ้าทรงเป็นพ่อของเราทั้งหลาย  พ่อที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือลูก ๆ ของพระองค์  ปัญหามักอยู่ที่เราทั้งหลายไม่รู้จักพระทัยของพระองค์  ถ้าเรารู้จักพระทัยของพระองค์ เราก็รู้ว่ารพะเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของเราอย่างแน่นอน  พระเจ้าช่วยได้ คือพระเจ้าช่วยทัน  พระเจ้าช่วยไม่ทันคือพระเจ้าช่วยไม่ได้

            ดังนั้น เมื่อเราต้องเผชิญกับการทดลอง ความกดดันในชีวิต  ให้ท่านอธิษฐานเพราะพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของท่านอย่างแน่นอน  จงทูลเรา  และเราจะตอบเจ้า   และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่   ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” (เยเรมีย์ 33.3)  มธ 7.7 ขอ หา เคาะ

 

สรุป

ทุกคนมีความกดดัน ทุกๆ วันเราเผชิญกับความกดดัน  ทุกๆ การงานที่ทำมีความกดดัน  ให้เราเชื่อวางใจในพระเจ้าผู้ที่สามารถช่วยเราให้เอาชนะความกดดันได้

 

ร้องเพลง  คีย์ C   พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย   เมื่อพายุพัดมาและฟ้าคำราม


วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ความเชื่อที่ทำให้เจ้าหายโรค พระธรรมมาระโก บทที่ 10.46-52

 

โครงร่างคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม คศ. 2022

 


พระธรรมมาระโก              บทที่ 10.46-52

หัวเรื่อง                               ความเชื่อที่ทำให้เจ้าหายโรค

คำนำ 

วันที่ 1 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม คริสตจักรประกาศเป็นวาระการอดอาหารอธิษฐาน หนึ่งในเป้าหมายคือ ขอการอัศจรรย์เกิดขึ้นกับพี่น้องที่เจ็บป่วย และพระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ พูดถึงการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่ง ชื่อว่าบารทิเมอัส พระคัมภีร์บอกว่าเขาตาบอดและขอทานอยู่ริมถนน เมื่อเขาได้ยินว่าพระเยซูคริสต์เสด็จมา เขาจึงร้องขอให้พระเยซูคริสต์ทรงรักษาให้ได้มองเห็น  การอัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้นกับ เขาในเวลานั้น พระเยซูตรัสว่า “เพราะความเชื่อของเจ้าจึงทำให้เจ้าหายโรค”  วันนี้เราจะมาใคร่ครวญในหัวข้อ “ความเชื่อที่ทำให้เจ้าหายโรค”

1.         ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้อง 47

a.         คนทั่วไปเรียกพระเยซูว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธ”

b.         บารทิเมอัส เรียกพระเยซูว่า “เยซูบุตรดาวิด”

2.         ความเชื่อที่เปี่ยมด้วยความหวังไม่หวั่นไหว 48

a.         เสียงคนรอบข้างบั่นทอนความเชื่อ

b.         ยึดมั่นความเชื่ออย่างไม่หวั่นไหว

3.         ความเชื่อที่สำแดงออกเป็นการกระทำ  49-50

a.         ทิ้งผ้าห่ม  ลุกขึ้น   มาหาพระองค์

4.         ความเชื่อที่มีเป้าหมายชัดเจน 51

a.         ขอทรงโปรดให้ตาของข้าพระองค์มองเห็น

5.         ความเชื่อที่ดำเนินไปกับพระเจ้า 52  “เดินตามพระองค์ไป”

สรุป

พระเยซูตรัสกับเขาว่าเพราะความเชื่อของเจ้าจึงทำให้เจ้าหายโรค  ชายคนนี้มีความเชื่ออยู่บนพื้นฐาน 5 ประการนี้เขาจึงมองเห็นได้ และการอัศจรรย์ได้เกิดขึ้นกับเขา  ฉะนั้นวาระการอดอาหารอธิษฐานของเราเพื่อขอการอัศจรรย์ให้เกิดขึ้นในคริสตจักรและท่ามกลางคนไม่เชื่อ ให้เรามีความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทั้ง 5  ประการนี้  เพราะการอัศจรรย์เกิดขึ้นได้  โดยความเชื่อของเราทุกคน

ตอบสนอง เพลงจงมีความเชื่อในพระองค์เถิด

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565

หัวเรื่อง การศึกษาพระวจนะเป็นการสร้างคริสตจักรที่มีคุณภาพ พระธรรม กิจการ 11.19-26

 

โครงร่างคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2022



หัวเรื่อง การศึกษาพระวจนะเป็นการสร้างคริสตจักรที่มีคุณภาพ

พระธรรม              กิจการ 11.19-26

คำนำ

นับตั้งแต่เปาโลทำการข่มเหงคริสตจักร ผู้เชื่อกระจัดกระจายไปตามเมืองต่างๆ ของคนต่างชาติ มีการประกาศข่าวประเสริฐทุกที่ แม้แต่เปาโลก็กลับใจมาเชื่อพระเยซูคริสต์ คริสตจักรอันทิโอก เป็นคริสตจักรของคนต่างชาติแห่งแรก มีการเติมโตเร็วมาก และเป็นคริสตจักรที่มีคุณภาพสูงมาก จนสามารถทำการส่งมิชชั่นนารีออกไปได้ นั่นคือเปาโลและบารนาบัส นั่นเป็นเพราะที่นี้มีการจริงจังในเรื่องการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การศึกษาพระวจนะเป็นการสร้างคริสตจักรที่มีคุณภาพ

1.              ความหมาย

1.1.       คำว่า คุณภาพ หมายถึง ได้มาตรฐาน  ตอบโจทย์ความต้องการและเกิดความพึงพอใจ หรือ “มีคุณลักษณะเฉพาะ”

1.2.       คำว่าคริสตจักรที่มีคุณภาพ หมายถึง มีมาตรฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ( มธ 16.16)  เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าและเป็นพระพรต่อคนทั้งปวง ปฐก 12.1-3

2.              ทำไมการศึกษาพระวจนะจึงเป็นการสร้างคริสตจักรที่มีคุณภาพ

2.1.       เพราะทำให้ผู้เชื่อเติบโตทั้งความเชื่อและความรู้จักพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง กจ 17.11, คส 1.9-10

2.2.       เพราะทำให้พระการของพระคริสต์จำเริญสูความไพบูลย์พระคริสต์ อฟ 4.11-13

2.3.       เพราะเป็นการเตรียมธรรมมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้พระเจ้า อฟ 4.11- 12

2.4.       เพราะเป็นการสร้างผู้นำคริสตจักรที่เข้มแข็ง

3.              เราจะมีแนวทางศึกษาพระวจนะอย่างไรให้มีคริสตจักรที่มีคุณภาพ

3.1.       โดยการศึกษาพระคัมภีร์ส่วนตัว (เฝ้าเดี่ยว)

3.2.       การมาร่วมประชุม การสามัคคีธรรม กลุ่มต่างๆ

3.3.       การเรียนคอสเรียนพิเศษสำหรับสมาชิก ( หลักสูตรสร้างสาวก 4 เดือน , หลักสูตรสร้างผู้นำ 2 ปี ) Training Of Discipleship. Training Of Leadership. 

สรุป       

คริสตจักรเมืองอันทิโอก ทุ่มเทกับการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า จนได้รับการยอมรับว่าเป็นคริสตจักรต่างชาติแห่งแรกที่ทำพันธกิจโลก วันนี้เมื่อพระคุณเชียงรายจะทำพันธกิจในสี่เหล่มเศรษฐกิจ จำเป็นต้องหันมาเอาจริงเรื่องการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565

หัวเรื่อง การมีส่วนร่วมในข่าวประเสริฐ พระธรรม ฟิลิปปี 1.3-5

 

โครงร่างคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2022


 

หัวเรื่อง                        การมีส่วนร่วมในข่าวประเสริฐ

พระธรรม        ฟิลิปปี 1.3-5

3 ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านเมื่อใด ข้าพเจ้าก็ขอบพระคุณพระเจ้าทุกครั้ง 4 และทุกเวลาที่ข้าพเจ้าอธิษฐานเพื่อท่าน ข้าพเจ้าก็ทูลขอด้วยความยินดี 5 เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายมีส่วนในข่าวประเสริฐด้วยกัน ตั้งแต่วันแรกมาจนกระทั่งบัดนี้

คำนำ

ในปี 2022 นี้คริสตจักรของเรามีเป้าหมายตั้งจุดนมัสการหรือจุดประกาศ 2 แห่ง คือสวนเอเดนและบ้านป่าอ้อ เพื่อพัฒนาไปสู่การตั้งคริสตจักจักรในอนาคต การประกาศข่าวประเสริฐเป็นพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ และเป็นธรรมชาติของชีวิตคริสเตียน คริสตจักรที่เมืองฟิลิปปีได้รับการยกย่องว่าเป็น คริสจักรที่มีส่วนร่วมในข่าวประเสริฐร่วมกับอาจารย์เปาโล ซึ่งคริสตจักรพระคุณเชียงรายก็สามารถเป็นเช่นนี้ได้

คำถาม เราจะมีส่วนร่วมในข่าวประเสริฐได้อย่างไร

1.        ร่วมในนิมิตแห่งข่าวประเสริฐ กจ 6.1-7

1 ในคราวนั้นเมื่อศิษย์กำลังทวีมากขึ้น พวกนิยมกรีกบ่นติเตียนพวกฮีบรูว่า ในการแจกทานทุกๆ วันนั้น เขาเว้นไม่ได้แจกให้พวกแม่ม่ายชาวกรีก 2 ฝ่ายอัครทูตทั้งสิบสองคนจึงเรียกบรรดาศิษย์ให้ประชุมกัน แล้วกล่าวว่าซึ่งเราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า มัวไปแจกอาหารก็หาควรไม่ 3 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้ 4 ฝ่ายพวกเราจะขะมักเขม้นอธิษฐาน และรับใช้พระเจ้าในพันธกิจแห่งพระวจนะเสมอไป 5 คนทั้งหลายเห็นชอบกับคำนี้ จึงเลือกสเทเฟนผู้ประกอบด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ กับฟีลิปโปรโครัส นิคาโนร์ ทิโมน ปารเมนัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นผู้เข้าจารีตฝ่ายศาสนายิว 6 คนทั้งเจ็ดนี้เขาให้มายืนต่อหน้าพวกอัครทูต แล้วพวกอัครทูตก็อธิษฐานและวางมือบนเขา  7 การประกาศพระวจนะของพระเจ้าได้เจริญขึ้น และจำพวกศิษย์ก็ทวีขึ้นเป็นอันมากในกรุงเยรูซาเล็ม และพวกปุโรหิตเป็นอันมากก็ได้เชื่อในพระศาสนา

a.        หมายถึงมีความคิดมีเป้าหมายมีภาระใจในแผนงานร่วมกับคริสตจักร

b.       เป็นการขับเคลื่อนข่าวประเสริฐแบบการมีส่วนร่วม

2.        ร่วมสนับสนุนทุกช่องทางเพื่อข่าวประเสริฐ

a.        โดยการอธิษฐาน อฟ 6.18-19

18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน 19 และอธิษฐานเพื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อจะทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีคำพูดและเกิดใจกล้า ประกาศและสำแดงข้อลับลึกแห่งข่าวประเสริฐได้

b.       โดยการสนับสนุนสิ่งของและปัจจัยต่างๆ  ฟป 4.14-18

14 ถึงกระนั้นก็เป็นความกรุณาของท่าน ที่ได้ร่วมทุกข์กับข้าพเจ้า 15 และพวกท่านชาวฟีลิปปีก็ทราบอยู่แล้วว่า การประกาศข่าวประเสริฐในเวลาเริ่มแรกนั้น มาตอนเมื่อข้าพเจ้าออกไปจากแคว้นมาซิโดเนีย ไม่มีคริสตจักรใดมีส่วนร่วมกับข้าพเจ้าในรายรับรายจ่ายเลย นอกจากพวกท่านพวกเดียวเท่านั้น 16 ถึงแม้เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่เมืองเธสะโลนิกา พวกท่านก็ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน 17 มิใช่ว่าข้าพเจ้าปรารถนาจะได้รับของให้ แต่ว่าข้าพเจ้าอยากให้ท่านได้ผลกำไรในบัญชีของท่านมากขึ้น 18 ข้าพเจ้าได้รับครบ และมากกว่านั้นอีก ข้าพเจ้าก็อิ่มอยู่เพราะได้รับของจากเอปาโฟรดิทัส ซึ่งพวกท่านส่งไปให้ เป็นกลิ่นหอม เป็นเครื่องบูชาที่ทรงโปรดและพอพระทัยของพระเจ้า

c.        โดยเป็นกำลังเสริมหรือกองหนุนอยู่เบื้องหลัง 

3.        ร่วมเป็นทีมงานเพื่อข่าวประเสริฐ  กจ 6.5-7

5 คนทั้งหลายเห็นชอบกับคำนี้ จึงเลือกสเทเฟนผู้ประกอบด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ กับฟีลิปโปรโครัส นิคาโนร์ ทิโมน ปารเมนัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นผู้เข้าจารีตฝ่ายศาสนายิว 6 คนทั้งเจ็ดนี้เขาให้มายืนต่อหน้าพวกอัครทูต แล้วพวกอัครทูตก็อธิษฐานและวางมือบนเขา  7 การประกาศพระวจนะของพระเจ้าได้เจริญขึ้น และจำพวกศิษย์ก็ทวีขึ้นเป็นอันมากในกรุงเยรูซาเล็ม และพวกปุโรหิตเป็นอันมากก็ได้เชื่อในพระศาสนา

a.        ด้วยความสมัครใจและด้วยความเต็มใจ

b.       ด้วยการคัดเลือกและการแต่งตั้ง

สรุป

ปี 2022 คริสตจักรมีแผนงานตั้งจุดประกาศและจุดนมัสการพระเจ้าทั้ง 2 แห่งดังกล่าวข้างต้น ในเดือนเมษายนเราจะเริ่มที่บ้านป่าอ้อ ให้เราอธิษฐานเผื่อตัวเองว่าเราจะมีส่วนร่วมในข่าวประเสริฐอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565

จงดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า เอเฟซัส 5.1-14


 

โครงร่างคำเทศนาวันอาทิย์ที่ 30  มกราคม 2022

 

พระธรรม            เอเฟซัส  5.1-14

1 เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก 2 และจงดำเนินชีวิตในความรัก เหมือนดังที่พระคริสต์ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า

เรื่อง                      จงดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า

คำนำ

เรามักจะได้ยินคำกล่าวว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” แต่ก็มักจะได้ยินคำตรงกันข้ามว่า “ลูกไม้หล่นไกลต้น”    หมายถึงพ่อเป็นอย่างไรลูกก็มักจะเป็นเช่นนั้น  แต่ก็อาจจะไม่เสมอไป  บางทีพ่อเป็นอีกอย่างและลูกก็เป็นอีกอย่าง

พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้กล่าวว่า  ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้รับฐานะเป็นลูกที่รักของพระเจ้า ซึ่งเราจะมาใคร่ครวญในหัวข้อนี้  “จงดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า”

         1.               เราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้าได้อย่างไร

                                1.1.               ในพันธสัญญาเดิมพระเจ้าทรงไถ่ชนชาติอิสราเอลจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ และทรงแยกเขาออกจากชนชาติทั้งปวง ให้มีฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า 

อพย 4.22  เจ้าจงทูลฟาโรห์ว่าพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า คนอิสราเอลเป็นบุตรหัวปีของเรา

ฉธบ 14.1  ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าเชือดเนื้อตัวเอง หรือกระทำหน้าผากให้โล้นเพื่อคนตาย

รม 9.4  พวกเขาเป็นคนอิสราเอล ได้รับการทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า และพระสิริของพระเจ้าปรากฏแก่เขา และเขาได้รับบรรดาพันธสัญญา และการทรงประทานธรรมบัญญัติ และพิธีนมัสการพระเจ้า และพระสัญญา

                                1.2.               ในพันธสัญญาใหม่ได้กล่าวว่า ผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์  พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า 

ยน 1.12 แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

กท 3.26 เพราะว่า ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ

                                1.3.               อาจารย์เปาโลได้ขยายความว่า การเป็นบุตรของพระเจ้าได้ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้ว 

อฟ 1.5 พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์

                                1.4.               อัครทูตยอห์นยืนยันอีกครั้งว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าจริงๆ 

1 ยน 3.1-2 ลองคิดดู พระบิดาได้ประทานความรักแก่เราเพียงไรที่เราได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้า และเราก็เป็นอย่างนั้น เหตุที่ชาวโลกไม่รู้จักเรา ก็เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์

                                1.5.               ดังนั้น การเป็นบุตรของพระเจ้าเป็นผลจากการทรงไถ่ของพระเยซูคริสต์  ผู้ที่เชื่อและวางใจไม่เพียงแต่รับการไถ่ให้รอดพ้นจากความผิดบาป  แต่ยังได้รับฐานะเป็นบุตรของพระเจ้าอีกด้วย

         2.               เราจะดำเนินชีวิตให้สมกับการเป็นบุตรที่รักของพระเจ้าอย่างไร

                                2.1.               โดยดำเนินชีวิตในความรักเหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักเรา 

1 เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก 2 และจงดำเนินชีวิตในความรัก เหมือนดังที่พระคริสต์ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า

                                2.2.               โดยดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ทางกาย วาจา และจิตใจ อฟ 5.3-7

3 แต่การล่วงประเวณี การโสโครกทุกอย่างและการละโมบนั้น แม้แต่จะเอ่ยถึงในท่ามกลางพวกท่านก็อย่าเลย จะได้สมกับที่เป็นพวกธรรมิกชน 4 และการพูดลามก การพูดเล่นไม่เป็นเรื่อง หรือการพูดหยาบโลน ก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่จงขอบพระคุณดีกว่า 5 ขอจงรู้ชัดถึงเรื่องนี้ว่า ทุกคนที่ล่วงประเวณีหรือที่ทำการโสโครกหรือที่ละโมบ (ซึ่งก็คือคนนับถือรูปเคารพ) จะไม่มีมรดกในแผ่นดินของพระคริสต์และพระเจ้า 6 อย่าให้ใครล่อลวงท่านทั้งหลายด้วยคำพูดที่เหลวไหล เพราะสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้พระพิโรธของพระเจ้าจึงมาถึงพวกที่ไม่เชื่อฟัง 7 เพราะฉะนั้นอย่ามีส่วนร่วมกับเขาทั้งหลาย

                                2.3.               โดยดำเนินชีวิตในความสว่าง  (คือความดีทุกอย่าง   ความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น) อฟ 5.8-14

8 เพราะเมื่อก่อนท่านทั้งหลายเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างคนของความสว่าง 9 (เพราะว่าผลของความสว่างคือทุกอย่างที่เป็นความดี ความชอบธรรม และความจริง) 10 จงค้นดูว่าอะไรเป็นสิ่งที่พอพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า 11 และอย่ามีส่วนในกิจการของความมืดที่ไร้ผล แต่จงเปิดเผยกิจการนั้นให้ปรากฏดีกว่า 12 เพราะว่าแม้แต่จะพูดถึงสิ่งเหล่านั้นที่พวกเขาทำอย่างลับๆ ก็ยังเป็นเรื่องน่าละอาย 13 แต่ทุกๆ สิ่งที่ได้รับการเปิดเผยโดยความสว่างก็ปรากฏให้เห็น 14 เพราะว่าทุกๆ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นความสว่าง ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่าคนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้นและจงเป็นขึ้นจากตายแล้วพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน

สรุป

โดยธรรมชาติลูกไม้ย่อมหล่นใต้ต้น    ลูกหลานที่ดีจะไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจหรือผิดหวังเพราะเขาเป็นผู้สืบทอดฉายาของพ่อแม่   ในฐานะที่เราเป็นลูกของพระเจ้า ทรงเรียกร้องว่า จงดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า  พระองค์เป็นอย่างไร ขอให้เราดำเนินชีวิตเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเป็น