วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

หัวใจแห่งการถวายที่พระเจ้าทรงพอพระทัย พระธรรม: 1 พงศ์ศาวดาร 29:1-19

 

โครงร่างเทศนา: หัวใจแห่งการถวายที่พระเจ้าทรงพอพระทัย

พระธรรม: 1 พงศ์ศาวดาร 29:1-19

บทนำ

การสร้างพระวิหารของพระเจ้าในสมัยของดาวิดไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีที่ประชากรมีต่อพระเจ้า แม้ดาวิดจะไม่ได้เป็นผู้สร้างด้วยตนเอง แต่ท่านได้วางรากฐาน "หัวใจ" ในการถวายไว้อย่างยอดเยี่ยม

1. การถวายด้วย "สุดกำลัง" หรือ "เต็มความสามารถ" (ข้อ 1-5)

กษัตริย์ดาวิดเป็นแบบอย่างในการทุ่มเททรัพยากรเพื่อพระนิเวศของพระเจ้า โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • 1.1 ความหมายของคำว่า "สุดกำลัง" หรือ "เต็มความสามารถ":

  • ไม่ใช่เพียงการถวายสิ่งที่ "เหลือใช้" แต่คือการจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ข้อ 2)

  • ครอบคลุมทั้งทรัพยากรภายนอก (ทอง เงิน อัญมณี) และความทุ่มเทภายใน (แรงกาย สติปัญญา และจิตวิญญาณ)

  • หมายถึงการ "ถวายตัว" ก่อนที่จะ "ถวายของ" (ข้อ 5) คือการมอบชีวิตให้เป็นเครื่องบูชาที่ขอบพระคุณพระเจ้า

  • 1.2 เหตุผลที่ต้องทำอย่าง "สุดกำลัง" หรือ "เต็มความสามารถ":

  • เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า (ข้อ 1): เพราะงานนี้ "ไม่ใช่สำหรับมนุษย์ แต่สำหรับพระยาห์เวห์พระเจ้า" พระองค์ทรงยิ่งใหญ่สูงสุด งานที่ทำถวายพระองค์จึงควรสะท้อนถึงพระสิริของพระองค์

  • เพราะความรักที่มีต่อพระนิเวศ (ข้อ 3): ดาวิดทำเพราะท่าน "มีความรักความปรารถนาต่อพระนิเวศ" ความรักที่แท้จริงจะนำไปสู่การทุ่มเทอย่างไร้ขีดจำกัด

  • เพื่อเป็นรากฐานแก่คนรุ่นหลัง: ดาวิดต้องการเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้โซโลมอนและประชากร เพื่อให้งานของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงอย่างสง่างาม

  • 1.3 จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เป็นการถวายที่ "สุดกำลัง":

  • มีการวางแผนและเตรียมการ (ข้อ 2): "ข้าพเจ้าได้จัดเตรียมไว้... อย่างสุดกำลัง" การถวายอย่างสุดกำลังไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ต้องผ่านการตั้งใจและการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่

  • สละทรัพย์ส่วนตัวด้วยความยินดี (ข้อ 3): เริ่มต้นจากการเป็นแบบอย่างในการสละสิ่งที่รัก and มีค่าที่สุด (ทองคำและเงินบริสุทธิ์) มากกว่าแค่ทำตามหน้าที่

  • สมัครใจและอุทิศตน (ข้อ 5): ต้องเป็นการตัดสินใจด้วยความสมัครใจ (Consecration) คือการแยกส่วนนั้นไว้สำหรับพระเจ้าโดยเฉพาะ ไม่ใช่ด้วยการบังคับ

2. การถวายด้วย "ใจสมัครและยินดี" (ข้อ 6-9)

เมื่อผู้นำเป็นแบบอย่าง ประชากรจึงตอบสนองด้วยใจเดียวกัน

  • 2.1 ความหมายของการถวายด้วย "ใจสมัครและยินดี":

  • ความสมัครใจ (Willingness): คือการให้ที่ไม่ได้มาจากความจำใจหรือถูกบังคับ แต่มาจากความปรารถนาภายใน (ข้อ 6)

  • ความยินดี (Joy): คือการมีความสุขที่ได้เห็นพระราชกิจของพระเจ้าเคลื่อนไปข้างหน้า มากกว่าความเสียดายทรัพย์สิ่งของ (ข้อ 9)

  • ความซื่อตรง (Wholeheartedness): หมายถึงการถวายด้วยใจที่ไม่ได้แบ่งแยก แต่เป็นใจที่มอบให้พระเจ้าอย่างครบถ้วน

  • 2.2 เหตุผลสำคัญที่ต้องถวายด้วยใจสมัครและยินดี:

  • พระเจ้าทรงทอดพระเนตรที่ท่าทีของหัวใจ: พระเจ้าทรงพอพระทัยในคนที่ให้ด้วยใจยินดีมากกว่ามูลค่าของที่ถวาย

  • สร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อ: เมื่อมีการให้ด้วยใจสมัคร จะเกิดแรงขับเคลื่อนแห่งความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในชุมชน (ข้อ 9 "ประชาชนก็ปีติยินดี")

  • เป็นการขอบพระคุณในพระคุณของพระเจ้า: ความยินดีในการถวายสะท้อนถึงการที่เราสำนึกว่าพระเจ้าได้ทรงประทานพระพรแก่เรามาก่อนแล้ว

  • 2.3 จะต้องถวายอย่างไรให้เป็นใจสมัครและยินดี:

  • มองดูแบบอย่างที่ถูกต้อง (ข้อ 6): บรรดาผู้นำต้องเป็นผู้เริ่มทำก่อนด้วยใจสมัคร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น

  • ถวายด้วยความจริงใจและซื่อตรง (ข้อ 9): "เขาทั้งหลายได้ถวาย... ด้วยใจซื่อตรง" คือการให้โดยไม่มีวาระซ่อนเร้นหรือทำเพื่ออวดอ้าง

  • ชื่นชมในผลของงานพระเจ้า: ให้โฟกัสไปที่ความศักดิ์สิทธิ์และจุดประสงค์ของงาน (พระนิเวศ) จะทำให้เรามีความสุขในการร่วมส่วนในงานนั้น

3. การถวายด้วย "ความถ่อมใจ" (ข้อ 10-16)

คำสรรเสริญของดาวิดเผยให้เห็นท่าทีที่ถูกต้องต่อทรัพย์สิ่งของและการยอมรับอำนาจสูงสุดของพระเจ้า

  • 3.1 ความหมายของการถวายด้วย "ความถ่อมใจ":

  • การสำนึกในความจำกัดของตน (ข้อ 14): "ข้าพเจ้าเป็นใคร และประชากรของข้าพเจ้าเป็นใคร?" คือการตระหนักว่าเราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า

  • การยอมรับอธิปไตยของพระเจ้า (ข้อ 11-12): คือการเข้าใจว่าความยิ่งใหญ่ พระกำลัง และทรัพย์สมบัติไม่ได้เกิดจากความสามารถของเราเอง แต่ล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระองค์

  • การเป็น "ผู้ฝากทรัพย์" (Stewardship): หมายถึงการมองว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่เป็นเพียงผู้อารักขาสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้ดูแลชั่วคราว

  • 3.2 เหตุผลที่ต้องถวายด้วยความถ่อมใจ:

  • เพื่อป้องกันความภาคภูมิใจในตัวเอง: หากเราคิดว่าเราถวายเพราะ "เราเก่ง" หรือ "เรามีมาก" ใจเราจะหยิ่งผยอง แต่ความถ่อมใจจะทำให้เราถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเพียงผู้เดียว

  • เพราะทุกสิ่งมาจากพระเจ้าอยู่แล้ว (ข้อ 14, 16): "สารพัดมาจากพระองค์... และเป็นของพระองค์" การถวายจึงไม่ใช่การให้สิ่งที่เกินมา แต่เป็นการคืนสิ่งที่ได้รับมาแด่เจ้าของที่แท้จริง

  • พระเจ้าทรงทอดพระเนตรลึกถึงเจตนา (ข้อ 17): พระเจ้าทรงประสงค์ใจที่ซื่อตรงและความถ่อมใจมากกว่าพิธีกรรมภายนอก

  • 3.3 จะต้องถวายอย่างไรให้มีความถ่อมใจ:

  • เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญและขอบพระคุณ (ข้อ 10-13): ให้การอธิษฐานสรรเสริญพระลักษณะของพระเจ้าเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และความเล็กน้อยของเรา

  • ตระหนักว่าโอกาสในการถวายคือ "พระคุณ" (ข้อ 14): ให้ถือว่าการที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เรามีส่วนร่วมในงานของพระองค์นั้นเป็นสิทธิพิเศษ ไม่ใช่ภาระ

  • มอบถวายคืนด้วยท่าที "คืนของเจ้าของ" (ข้อ 16): เมื่อถวายแล้ว ให้บอกกับพระเจ้าว่า "ทุกอย่างที่ข้าพเจ้านำมานี้เป็นของพระองค์" เพื่อตัดความยึดติดในตัวตนและทรัพย์สิน

4. การถวายด้วย "ใจที่มั่นคง" (ข้อ 17-19)

ดาวิดสรุปด้วยคำอธิษฐานเพื่อให้ความตั้งใจนี้ยั่งยืนและส่งผลต่ออนาคต

  • 4.1 ความหมายของการถวายด้วย "ใจที่มั่นคง":

  • ความยั่งยืน (Consistency): ไม่ใช่การถวายเพียงชั่วครู่ชั่วคราวตามอารมณ์ แต่เป็นท่าทีของใจที่ยึดมั่นในพระเจ้าตลอดไป (ข้อ 18)

  • ความสัตย์ซื่อ (Integrity): คือใจที่ซื่อตรงต่อหน้าพระเจ้าผู้ทรงตรวจค้นใจ (ข้อ 17) และรักษาพันธสัญญาที่มีต่อพระองค์อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

  • การจดจ่อ (Fixed Purpose): หมายถึงการตั้งใจแน่วแน่ว่าจะดำเนินตามน้ำพระทัยและรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของงานพระเจ้า

  • 4.2 เหตุผลที่ต้องถวายด้วยใจที่มั่นคง:

  • พระเจ้าทรงทดสอบและพอพระทัยใจที่เที่ยงธรรม (ข้อ 17): การถวายที่เป็นที่ยอมรับต้องมาจากความสม่ำเสมอและความซื่อตรง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก

  • เพื่อให้ความเชื่อส่งต่อสู่คนรุ่นหลัง (ข้อ 18-19): หากใจของผู้นำและประชากรไม่มั่นคง งานพระนิเวศ (หรือราชกิจของพระเจ้า) ในอนาคตจะสั่นคลอน ดาวิดจึงอธิษฐานขอให้ใจของโซโลมอน "สัตย์ซื่อครบถ้วน"

  • การถวายคือไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่กิจกรรม: ใจที่มั่นคงทำให้การถวายเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์กับพระเจ้าตลอดชีวิต

  • 4.3 จะต้องถวายอย่างไรให้มีใจที่มั่นคง:

  • ทูลขอพระเจ้าให้ทรงรักษาใจเราไว้ (ข้อ 18): "ขอพระองค์ทรงรักษาความปรารถนาและปัญญาในใจของประชากร... ตลอดไป" เราต้องพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการรักษาความร้อนรน

  • ฝึกฝนการเชื่อฟังในระยะยาว (ข้อ 19): ไม่เพียงแต่ให้ทรัพย์สิน แต่ต้องให้ใจที่พร้อมจะ "ถือรักษาพระบัญญัติ" และ "กระทำสารพัดสิ่ง" ตามที่พระเจ้าสั่ง

  • สร้างรากฐานทางจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง: การถวายอย่างต่อเนื่องต้องคู่ไปกับการอธิษฐานและการนมัสการเหมือนที่ดาวิดทำ เพื่อให้ใจหยั่งรากลึกลงในพระเจ้า

บทสรุปและแอปพลิเคชัน

  1. สำรวจหัวใจ: เราถวายแด่พระเจ้าด้วย "สุดกำลัง" และ "ใจสมัคร" หรือไม่?

  2. เปลี่ยนมุมมอง: ให้เราจำเริญขึ้นใน ความถ่อมใจว่า ทุกสิ่งที่เรามีนั้นมาจากพระคุณพระเจ้า

  3. การตอบสนอง: วันนี้คุณพร้อมจะถวาย "ตัว" และ "สิ่งที่ท่านมี" เพื่อขยายแผ่นดินของพระเจ้าในคริสตจักรและชุมชนของท่านแล้วหรือยัง?

ข้อพระธรรมหลักสำหรับการท่องจำ:

"แต่ข้าพเจ้าเป็นใคร และประชากรของข้าพเจ้าเป็นใคร ที่เราจะสามารถถวายด้วยใจสมัครเช่นนี้? เพราะว่าสารพัดมาจากพระองค์ และเราได้ถวายของที่มาจากพระหัตถ์ของพระองค์แก่พระองค์" (1 พงศ์ศาวดาร 29:14)


วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

ก้าวไปสู่พระพรที่ดีกว่า พระธรรม ปฐมกาล 12:1-4

 

โครงร่างคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2026

 


เรื่อง                      ก้าวไปสู่พระพรที่ดีกว่า

พระธรรม            ปฐมกาล 12:1-4

คำนำ 

·      ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่ก้าวออกจากวิถีชีวิตเดิมแล้ว แต่หลายคนยังก้าวไม่ออก หรือไม่อยากออก หรือออกมาอย่างยากลำบาก

·      บทเรียนจากการทรงเรียกอับราฮัม เขาอยู่ในเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น ซึ่งเรียกว่า “อารยธรรมเมโสโปเตเมีย” แต่พระเจ้าต้องการให้เขาก้าวเดินออกจากที่นั่น ออกจากวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ เพื่อเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม

1.        ความหมายก้าวไปสู่พระพรที่ดีกว่า (ข้อ 1)

1.1.     หมายถึงการออกจากที่เดิม หรือละทิ้ง "วิถีชีวิตแบบโลก"  

1.2.     ความหมายสำหรับอับราฮัม  ออกจาเมือง ญาติพี่น้อง และบ้านบิดา

1.3.     ความหมายในปัจจุบัน หมายถึงการก้าวออกจากอิทธิพลของโลกหรือความบาปเดิม ความเชื่อเดิม เพื่อจะดำเนินชีวิตใหม่ตามน้ำพระทัยพระเจ้า    วันนี้เมื่อเราตัดสินใจติดตามพระคริสต์ เราได้ก้าวออกจากอิทธิพลวิถีชีวิตเดิมแล้วหรือยัง (อฟ 4.21-24)

2.        เหตุผลที่เราต้องก้าวออกไป

2.1.     เพราะพระเจ้าทรงเรียกเราให้เป็น (ลูก) ของพระองค์แล้ว  (1)

2.2.     เพื่อเราจะได้รับพระพรที่ดีกว่าเดิม (2)

2.3.     เพื่อเราจะเป็นพรแก่คนอื่น (3)

3.         จะก้าวไปสู่พระพรที่ดีกว่าได้อย่างไร

3.1.     รู้จักฟังเสียงของพระเจ้า “คือพระวจนะของพระองค์” (1)

3.2.     เชื่อวางใจในพระสัญญาของพระเจ้า (2-3)

3.3.     ยอมรับในน้ำพระทัยของพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข (4)   สุภาษิต 3:5-6

บทสรุป

·      การเรียกของอับรามคือแม่แบบของคริสเตียนทุกคน เราถูกเรียกให้ออกจากวิถีเดิม (บาป) เพื่อเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ (พระพร)

·      วันนี้มีอะไรที่พระเจ้าบอกให้ท่าน "ละทิ้ง" เพื่อจะได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่กว่าหรือไม่

·      ท่านยอมเป็น "ท่อพระพร" เพื่อส่งต่อความรักของพระเจ้าไปยังคนรอบข้างเหมือนอับรามหรือไม่?

·      อธิษฐาน   ขอความเชื่อที่กล้าหาญเหมือนอับรามที่จะก้าวเดินตามพระสุรเสียงของพระเจ้า

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

หัวเรื่อง การนมัสการที่ "ดูดี" ในสายตามนุษย์ แต่กลับ "ไร้ค่า" ในสายพระเนตรพระเจ้า ข้อพระธรรม อิสยาห์ 1:10-20


 โครงร่างคำเทศนา : วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026



ข้อพระธรรม
  อิสยาห์ 1:10-20

10 ดูก่อนท่านผู้ปกครองเมืองโสโดม จงฟังพระวจนะของพระเจ้า ดูก่อนท่านประชาชนเมืองโกโมราห์ จงเงี่ยหูฟังพระธรรมของพระเจ้าของเรา  11 พระเจ้าตรัสว่าเครื่องบูชาอันมากมายของเจ้านั้นจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เราเราเอือมแกะตัวผู้อันเป็นเครื่องเผาบูชาและไขมันของสัตว์ที่ขุนไว้นั้นแล้วเรามิได้ปีติยินดีในเลือดของวัวผู้หรือลูกแกะหรือแพะผู้  12 เมื่อเจ้าเข้ามาเฝ้าเรา  ผู้ใดขอให้เจ้าทำอย่างนี้ ที่เหยียบย่ำเข้ามาในบริเวณพระนิเวศของเรา  13 อย่านำเครื่องถวายอนิจจังมาอีกเลย เครื่องบูชาอันเป็นสิ่งน่าเกลียดน่าชังต่อเรา วันเทศกาลข้างขึ้นและวันสะบาโตและการเรียกประชุม เราทนต่อความบาปชั่วและการประชุมตามพิธีไม่ได้อีก   14 ใจของเราเกลียด วันเทศกาลข้างขึ้นของเจ้าและวันเทศกาลตามกำหนดของเจ้า มันกลายเป็นภาระแก่เรา เราแบกเหน็ดเหนื่อยเสียแล้ว   15 เมื่อเจ้ากางมือของเจ้าออก เราจะซ่อนหน้าของเราเสียจากเจ้า แม้ว่าเจ้าจะอธิษฐานมากมาย เราจะไม่ฟัง มือของเจ้าเปรอะไปด้วยโลหิต    16 จงชำระตัว จงทำตัวให้สะอาด จงเอากรรมชั่วของเจ้าออกไปให้พ้นจากสายตาของเรา จงเลิกกระทำชั่ว   17 จงฝึกกระทำดี จงแสวงหาความยุติธรรม จงบรรเทาผู้ถูกบีบบังคับ จงป้องกันให้ลูกกำพร้าพ่อ จงสู้ความเพื่อหญิงม่าย   18 พระเจ้าตรัสว่ามาเถิด ให้เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้มก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดงก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ  19 ถ้าเจ้าเต็มใจและเชื่อฟัง เจ้าจะได้กินผลดีแห่งแผ่นดิน  20 แต่ถ้าเจ้าปฏิเสธและกบฏ เจ้าจะเป็นเหยื่อของคมดาบ เพราะว่าพระโอษฐ์ของพระเจ้าได้ตรัสแล้ว

คำนำ  / เบื้องหลัง  

อิสยาห์เริ่มเผยพระวจนะในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ พร้อมกับการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์โยธาม ราชโอรส อุสซียาห์ครองราชย์นานถึง 52 ปี ทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ประเทศชาติมีความสงบสุข ประชาชนอยู่อย่างมั่งคั่ง กษัจริย์ก็เย่อหยิ่ง ลุแก่อำนาจ

กษัตริย์โยธาม แม่ตัวท่านเองจะรักพระเจ้ามาก แต่กลับปล่อยประชาชนกราบไหว้รูปเคารพอย่างเสรี  สมัยกษัตริย์อาหัส ท่านได้ปฎิเสธพระเจ้าหันไปนมัสการพระของประเทศอัสซีเรีย และเอามาตั้งไว้ในพระวิหารบังคับปุโรหิตและประชาชนนมัสการพระของชาวอัสซีเรีย ที่ร้ายแรงคือถวายโอรสของตัวเองเป็นเครื่องบูชาให้พระเหล่านั้น คือเผาลูกทั้งเป็น สาเหตุเพราะอัสซีเรียยกทัพมาโจมตีและอาหัสยอมจำนนและถวายเครื่องบรรณาการให้อัสซีเรีย

 ทั้งหมดนี่เป็นที่มาของคำเผยพระวจนะในบทที่ 1 อิสยาห์ตำหนิอาณาจักรยูดาห์อย่างรุ่นแรง  เปรียบพวกเขาเป็นเหมือนเมืองโสโดมและโกโมราห์ (เมื่อที่มั่งคั่งและปฎิเสธพระเจ้า)

ชาวยูดาห์ภายนอกดูเหมือนว่ารักพระเจ้ามาก ทำศาสนกิจอย่างยิ่งใหญ่ แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยความบาป   วันนี้เราจะมาสำรวจผ่านพระธรรมอิสยาห์ว่า การนมัสการแบบไหนที่พระเจ้าเรียกว่า "ไร้ค่า" และเราจะรักษามาตรฐานการนมัสการของเราให้เป็นที่พอพระทัยได้อย่างไร

หัวเรื่อง    การนมัสการที่ "ดูดี" ในสายตามนุษย์ แต่กลับ "ไร้ค่า" ในสายพระเนตรพระเจ้า

1.        ความหมายการนมัสการที่ดูดีในสายตามนุษย์ กลับไร้ค่าในสายพระเนตรพระเจ้า (ข้อ 11-15)

1.1.   ทำให้พระเจ้าทรงเอือมระอาและไม่พอพระทัยในการนมัสการนั้นๆ  (ข้อ 11)

11 พระเจ้าตรัสว่าเครื่องบูชาอันมากมายของเจ้านั้นจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เราเราเอือมแกะตัวผู้อันเป็นเครื่องเผาบูชาและไขมันของสัตว์ที่ขุนไว้นั้นแล้วเรามิได้ปีติยินดีในเลือดของวัวผู้หรือลูกแกะหรือแพะผู้

1.2.   ทำให้พระเจ้าทรงสะอิดสะเอียน และทนไม่ไหว  (ข้อ 13)

13 อย่านำเครื่องถวายอนิจจังมาอีกเลย เครื่องบูชาอันเป็นสิ่งน่าเกลียดน่าชังต่อเรา วันเทศกาลข้างขึ้นและวันสะบาโตและการเรียกประชุม เราทนต่อความบาปชั่วและการประชุมตามพิธีไม่ได้อีก

1.3.   ทำให้พระเจ้าทรงเกลียด เป็นภาระและเหน็ดเหนื่อย   (ข้อ 14)

14 ใจของเราเกลียด วันเทศกาลข้างขึ้นของเจ้าและวันเทศกาลตามกำหนดของเจ้า มันกลายเป็นภาระแก่เรา เราแบกเหน็ดเหนื่อยเสียแล้ว   

1.4.   ทำให้พระเจ้าต้องซ่อนพระพักตร์และไม่ฟังคำอธิษฐาน  (ข้อ 15)

15 เมื่อเจ้ากางมือของเจ้าออก เราจะซ่อนหน้าของเราเสียจากเจ้า แม้ว่าเจ้าจะอธิษฐานมากมาย เราจะไม่ฟัง มือของเจ้าเปรอะไปด้วยโลหิต    

2.        ทำไมการนมัสการที่ดูดีจึงไร้ค่าในสายพระเนตรพระเจ้า

2.1.   เพราะไม่ได้ถวายเกียรติพระเจ้า / ทำตามใจตนเอง (12) “เยียบย่ำ)

12 เมื่อเจ้าเข้ามาเฝ้าเรา  ผู้ใดขอให้เจ้าทำอย่างนี้ ที่เหยียบย่ำเข้ามาในบริเวณพระนิเวศของเรา

2.2.   เพราะการแสดงออกที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิต   (13)   

13 อย่านำเครื่องถวายอนิจจังมาอีกเลย เครื่องบูชาอันเป็นสิ่งน่าเกลียดน่าชังต่อเรา วันเทศกาลข้างขึ้นและวันสะบาโตและการเรียกประชุม เราทนต่อความบาปชั่วและการประชุมตามพิธีไม่ได้อีก

2.3.   เพราะมือที่เต็มไปด้วยโลหิต  (15)

15 เมื่อเจ้ากางมือของเจ้าออก เราจะซ่อนหน้าของเราเสียจากเจ้า แม้ว่าเจ้าจะอธิษฐานมากมาย เราจะไม่ฟัง มือของเจ้าเปรอะไปด้วยโลหิต    

3.        ทำอย่างไรให้การนมัสการของเรามีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า  (ข้อ 16-20)

3.1.   เริ่มต้นที่การกลับใจหันหลังให้ความบาป  (16)   

16 จงชำระตัว จงทำตัวให้สะอาด จงเอากรรมชั่วของเจ้าออกไปให้พ้นจากสายตาของเรา จงเลิกกระทำชั่ว   

3.2.   สำแดงความรักความเมตตาต่อผู้อื่น ( 17)

17 จงฝึกกระทำดี จงแสวงหาความยุติธรรม จงบรรเทาผู้ถูกบีบบังคับ จงป้องกันให้ลูกกำพร้าพ่อ จงสู้ความเพื่อหญิงม่าย   

3.3.   ถ่อมใจและยอมจำนนต่อพระเจ้า ( 18)

18 พระเจ้าตรัสว่ามาเถิด ให้เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้มก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดงก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ  

3.4.   เต็มใจและเชื่อฟัง  (19-20)  นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง

19 ถ้าเจ้าเต็มใจและเชื่อฟัง เจ้าจะได้กินผลดีแห่งแผ่นดิน  20 แต่ถ้าเจ้าปฏิเสธและกบฏ เจ้าจะเป็นเหยื่อของคมดาบ เพราะว่าพระโอษฐ์ของพระเจ้าได้ตรัสแล้ว

บทสรุปและประยุกต์ใช้ (Conclusion)

เราอาจมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์  โดยไม่ขาดเลย   เราอาจเข้ากลุ่มเซลล์สม่ำเสมอ  เราอาจถวายสิบลดทุกๆ เดือน  เราอาจมีส่วนร่วมในงานรับใช้มากมายหลายอย่าง  สิ่งเหล่านี้ดูดีมากๆ  ในสายตาของมนุษย์

 พระเจ้าทรงเรียกร้องชีวิตแห่งการนมัสการที่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา  ไม่ใช่แยกจากกัน  อาจารย์เปาโลเรียกว่า “การถวายตัวเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต เป็นการนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณของเรา” โรม 12.1